อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกพุ่งรับสัญญาณ “เฟดลดดอกเบี้ย” – หุ้นสหรัฐฯ ทำสถิติใหม่

0
76





อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกพุ่งรับสัญญาณ “เฟดลดดอกเบี้ย” – หุ้นสหรัฐฯ ทำสถิติใหม่


อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกพุ่งรับสัญญาณ “เฟดลดดอกเบี้ย” – หุ้นสหรัฐฯ ทำสถิติใหม่

สำนักข่าวการเงินชั้นนำระดับโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานตรงกันถึงบรรยากาศการลงทุนที่คึกคักอย่างยิ่งในช่วงปลายปี โดยมีปัจจัยหลักมาจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นอย่างมากว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในไม่ช้า ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทะยานทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรก็ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

รายงานข่าวชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนกำลังตอบรับต่อข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาดีเกินคาด ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ สามารถรับมือกับภาวะดอกเบี้ยสูงได้ดี และอาจทำให้ Fed มีความยืดหยุ่นในการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อประคองการเติบโตในปีหน้า อย่างไรก็ตาม ยังมีการวิเคราะห์จากบางสำนักที่เตือนให้จับตา “ภาวะปกติใหม่” ของนโยบายการเงินโลกในระยะยาว.

Bloomberg ชี้ “GDP Surprise” ดันวอลล์สตรีททำนิวไฮ

Bloomberg รายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้รับแรงหนุนอย่างแข็งแกร่งจากสิ่งที่เรียกว่า “GDP Surprise” หรือการที่ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐฯ ออกมาดีเกินกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้มาก. ข้อมูลดังกล่าวทำให้นักลงทุนมีความหวังว่า เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งนี้จะช่วยให้บริษัทจดทะเบียนมีผลประกอบการที่ดีอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ร้อนแรงจนเกินไปจนทำให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น.

ดัชนีหลักทั้ง S&P 500 และ Nasdaq ได้ปิดตลาดในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์หลายครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา. แรงซื้อกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มที่อ่อนไหวต่อวัฏจักรเศรษฐกิจ (Cyclical Stocks) ซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงและการเติบโตของเศรษฐกิจโลก. รายงานระบุว่า บรรยากาศการซื้อขายแม้จะสั้นลงเนื่องจากช่วงเทศกาล แต่ก็เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน.

CNBC เน้นย้ำ “การเดิมพันลดดอกเบี้ย” หนุนตลาดการเงิน

ด้าน CNBC ได้ให้ความสำคัญกับการคาดการณ์เกี่ยวกับทิศทางของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) โดยรายงานว่า “การเดิมพันในการลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed (Fed Rate Cut Bets)” ได้แข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก. ความคาดหวังนี้เกิดขึ้นหลังจากมีการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่บ่งชี้ว่าอัตราเงินเฟ้อกำลังชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ Fed มีโอกาสที่จะปรับนโยบายการเงินให้ผ่อนคลายมากขึ้น.

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury Yields) ได้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลงถือเป็นสัญญาณเชิงบวกสำหรับตลาดหุ้น เนื่องจากเป็นการลดต้นทุนการกู้ยืมสำหรับบริษัทต่างๆ และทำให้มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตของบริษัทมีค่าสูงขึ้น. นักวิเคราะห์ของ CNBC ชี้ว่า การลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นยังคงอยู่ในภาวะกระทิง (Bull Market).

Reuters เตือน “ธนาคารกลางกำลังค้นหาภาวะปกติใหม่”

ในขณะที่ตลาดกำลังเฉลิมฉลองกับสัญญาณผ่อนคลายทางการเงินในระยะสั้น สำนักข่าว Reuters ได้นำเสนอการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับนโยบายการเงินในระยะยาว โดยมีรายงานว่า ธนาคารกลางทั่วโลกกำลัง “ค้นหาภาวะปกติใหม่ (new normal)” สำหรับอัตราดอกเบี้ย. รายงานระบุว่า หลังจากที่ธนาคารกลางหลายแห่งได้เริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงจากจุดสูงสุดในช่วงหลังการระบาดใหญ่ของโควิด-19 คำถามสำคัญคือ อัตราดอกเบี้ย “ภาวะปกติใหม่” จะอยู่ที่ระดับใด.

บทวิเคราะห์ของ Reuters ชี้ว่า แม้การลดดอกเบี้ยจะเป็นข่าวดีในระยะสั้น แต่ธนาคารกลางก็ยังคงระมัดระวังในการประกาศชัยชนะเหนือเงินเฟ้ออย่างเต็มที่ การค้นหาภาวะปกติใหม่นี้อาจหมายถึงอัตราดอกเบี้ยที่อาจจะยังคงสูงกว่าระดับก่อนเกิดโรคระบาดเล็กน้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนและภาคธุรกิจทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย จะต้องเตรียมพร้อมรับมือในระยะยาว.

ผลกระทบต่อตลาดเอเชียและไทย

ความเคลื่อนไหวในตลาดสหรัฐฯ ย่อมส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินในเอเชียและประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความเชื่อมั่นในการลดดอกเบี้ยของ Fed ได้สร้างแรงกระตุ้นเชิงบวกต่อตลาดหุ้นเอเชียโดยรวม รวมถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ด้วย.

นอกจากนี้ การอ่อนค่าลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ยังช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท ซึ่งมีแนวโน้มที่จะแข็งค่าขึ้นเมื่อกระแสเงินทุนไหลกลับเข้ามาในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่ดีกว่า. อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า ตลาดไทยยังคงต้องจับตาปัจจัยภายในประเทศ เช่น การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ควบคู่ไปกับสัญญาณจากธนาคารกลางทั่วโลกตามที่ Reuters ได้ชี้ไว้ เพื่อประเมินทิศทางการลงทุนที่แท้จริงในปี 2569.

*อ้างอิงข้อมูลจาก: Bloomberg, CNBC, และ Reuters ตามที่ปรากฏในบทความ