สรุปข่าวเด่น: อัพเดทสถานการณ์ตลาดโลกและมุมมองปี 2026 จาก Bloomberg, CNBC, Reuters
วอชิงตัน/นิวยอร์ก — สำนักข่าวการเงินชั้นนำระดับโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์และรายงานสรุปสถานการณ์ตลาดการเงินโลกในช่วงปลายปี 2025 พร้อมทั้งให้มุมมองเชิงลึกสำหรับปี 2026 โดยมีประเด็นสำคัญอยู่ที่การทำสถิติสูงสุดใหม่ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจโลกในปีหน้า
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดปีด้วยการทำสถิติใหม่
รายงานจากสำนักข่าว Reuters ระบุว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดปี 2025 ด้วยผลตอบแทนที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ โดยดัชนี S&P 500 สามารถทำสถิติปิดสูงสุดใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดทั้งปี 2025 ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นเกือบ 18% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเป็นดัชนีกลุ่มเทคโนโลยี ปรับตัวขึ้นสูงถึงประมาณ 22% แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการเติบโตที่แข็งแกร่งของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และผลประกอบการของภาคธุรกิจที่ยังคงทำได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้
อย่างไรก็ตาม รายงานหลายฉบับเตือนว่า การปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นซ้ำในปีถัดไป โดย Reuters คาดการณ์ว่า ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกส่วนใหญ่จะปรับตัวสูงขึ้นภายในสิ้นปี 2026 แต่จะประสบความยากลำบากในการทำซ้ำผลงานที่แข็งแกร่งอย่างน่าประหลาดใจในปีนี้ แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังในหมู่นักลงทุนและนักวิเคราะห์ แม้จะมองเห็นการเติบโตต่อเนื่องก็ตาม
แรงกดดันต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยของ Fed
ประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามากที่สุดคือการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) รายงานของ CNBC ชี้ให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นของตลาดต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคตได้ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 40% ในช่วงปลายปี ซึ่งสะท้อนความกังวลว่า Fed อาจจะยังคงท่าทีที่เข้มงวด (hawkish) แม้จะมีการส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2026 ก็ตาม
ด้าน Bloomberg ได้ทำการสำรวจนักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ โดยยังคงคาดการณ์ว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงสุดของ Fed จะอยู่ที่ 3.25% ภายในสิ้นปี 2026 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำลงจากอัตราปัจจุบัน การคาดการณ์นี้สอดคล้องกับมุมมองของนักวิเคราะห์บางรายที่เชื่อว่า Fed อาจจะต้องหันมาใช้นโยบายที่ผ่อนคลายมากขึ้น (dovish) ภายในปี 2026 เพื่อกระตุ้นความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ท่ามกลางภาวะที่ Fed ต้องรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับความเสี่ยงในตลาดแรงงาน
มุมมองเศรษฐกิจโลกและปัจจัยขับเคลื่อนปี 2026
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2026 นั้น มีการคาดการณ์ที่ค่อนข้างเป็นบวกแต่ยังคงมีความท้าทาย รายงานจาก Goldman Sachs ซึ่งถูกนำเสนอผ่านการวิเคราะห์ข่าวการเงินหลายแห่ง คาดการณ์ว่า การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของสหรัฐฯ จะเร่งตัวขึ้นเป็น 2.6% ในปี 2026 ปัจจัยสนับสนุนหลัก ๆ ได้แก่ ผลกระทบจากการลดภาษี การลดลงของแรงกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้า (tariff drag) และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed
นอกจากนี้ การใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI spending) และผลกำไรที่แข็งแกร่งของบริษัทขนาดใหญ่ถูกมองว่าเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยหนุนตลาดให้เติบโตต่อไป นักวิเคราะห์จาก Deutsche Bank ได้ตั้งเป้าหมายดัชนี S&P 500 ไว้ที่ 8,000 จุด ซึ่งหมายถึงการเติบโตมากกว่า 10% ในปี 2026 หากปัจจัยเหล่านี้เป็นไปตามคาดการณ์
บทสรุปจากสามสำนักข่าว: โดยรวมแล้ว ทั้ง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ต่างนำเสนอภาพรวมของปีใหม่ด้วยความหวังที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและผลกำไรขององค์กร แต่ก็มาพร้อมกับความระมัดระวังเป็นพิเศษต่อการดำเนินนโยบายทางการเงินของ Fed ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดความผันผวนและทิศทางของเศรษฐกิจและตลาดหุ้นทั่วโลกในปี 2026
นักลงทุนจึงควรติดตามการแถลงการณ์และรายงานเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลด้านเงินเฟ้อและตลาดแรงงาน ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการตัดสินใจของ Fed ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินและการลงทุนทั่วโลก.
อ้างอิง:



















