สรุปข่าวล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ‘เฟด’ หั่นดอกเบี้ยรอบที่ 3 ดันตลาดหุ้นโลกพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์

0
67






สรุปข่าวล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ‘เฟด’ หั่นดอกเบี้ยรอบที่ 3 ดันตลาดหุ้นโลกพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์


สรุปข่าวล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ‘เฟด’ หั่นดอกเบี้ยรอบที่ 3 ดันตลาดหุ้นโลกพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์

กรุงเทพฯ – สำนักข่าวการเงินชั้นนำของโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานตรงกันถึงความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในตลาดการเงินโลก หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25 จุดพื้นฐาน (basis points) ในการประชุมเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งนับเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สามติดต่อกัน และได้ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งทะยานทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์

Bloomberg ชี้ S&P 500 ทำสถิติใหม่ ท่ามกลางผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลง

รายงานจาก Bloomberg เน้นย้ำถึงปฏิกิริยาเชิงบวกอย่างชัดเจนในตลาดทุนสหรัฐฯ โดยดัชนี S&P 500 ได้ปิดตลาดทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 ก่อนช่วงวันหยุดคริสต์มาส. การตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ได้สร้างแรงกระตุ้นอย่างมีนัยสำคัญให้กับตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการประกาศเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568.

นอกจากนี้ Bloomberg ยังรายงานเพิ่มเติมว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury Yields) ได้ปรับตัวลดลงตามมา. การลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสะท้อนถึงความคาดหวังของตลาดต่อต้นทุนการกู้ยืมที่ต่ำลงในอนาคต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้น ทำให้หุ้นสหรัฐฯ โดยรวมมีการปรับตัวสูงขึ้น. นักวิเคราะห์มองว่าการปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นสัญญาณว่า Fed กำลังเดินหน้าเข้าสู่สภาวะ “อัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลาง” เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่องโดยไม่เสี่ยงต่อภาวะถดถอย

CNBC เจาะลึกเหตุผล ‘เฟด’ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ด้าน CNBC ได้ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์และคำอธิบายเบื้องหลังการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของ Fed. การปรับลดอัตราดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐานในเดือนธันวาคมนี้ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ย Fed Funds Rate อยู่ในช่วง 3.5%–3.75%.

CNBC รายงานว่า Fed ให้เหตุผลว่า แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยรวมยังคงมีความยืดหยุ่นและแข็งแกร่ง แต่ตลาดแรงงานเริ่มมีสัญญาณของการชะลอตัวลง. การปรับลดอัตราดอกเบี้ยจึงเป็นมาตรการเชิงป้องกัน (pre-emptive measure) เพื่อให้แน่ใจว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะไม่หยุดชะงัก และเพื่อจัดการกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากความอ่อนตัวของตลาดแรงงาน. ข้อความของประธาน Fed ได้สร้างความเชื่อมั่นในหมู่นักลงทุน โดยมีการประเมินโอกาสของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไปในอนาคตไว้ที่ประมาณ 80%. ความคาดหวังดังกล่าวได้กระตุ้นให้เกิดแรงซื้อในตลาดอย่างคึกคัก

Reuters มองผลกระทบระดับโลกและ ‘ภาวะปกติใหม่’ ของธนาคารกลาง

ในมุมมองของ Reuters ซึ่งเป็นสำนักข่าวระดับโลก ได้ขยายขอบเขตการรายงานไปยังผลกระทบที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวโน้มของธนาคารกลางทั่วโลก. Reuters ชี้ว่า การดำเนินการของ Fed สอดคล้องกับแนวโน้มที่ธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกกำลังพยายามค้นหา ‘ภาวะปกติใหม่’ (new normal) ของระดับอัตราดอกเบี้ยในสภาพแวดล้อมทางการเงินหลังยุคการแพร่ระบาด.

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ได้สร้างแรงกดดันให้ธนาคารกลางในภูมิภาคเอเชียและตลาดเกิดใหม่พิจารณานโยบายของตนเอง เพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินและป้องกันไม่ให้เงินทุนไหลออกจากประเทศไปยังสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่มีผลตอบแทนลดลง. นอกจากนี้ แม้ว่าความตึงเครียดทางการค้าและภัยคุกคามด้านภาษีใหม่ๆ ของสหรัฐฯ จะยังคงมีอยู่ แต่ตลาดโลกโดยรวมยังคงมีเสถียรภาพและไม่ได้ตื่นตระหนกมากนัก. นักวิเคราะห์เชื่อว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงินของ Fed เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านการเงินโลกโดยรวม.

บทสรุปและผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

โดยสรุปแล้ว การรายงานข่าวจากทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ต่างชี้ให้เห็นถึงการสิ้นสุดปี 2568 ด้วยบรรยากาศเชิงบวกในตลาดการเงินโลก ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากการตัดสินใจของ Fed. สำหรับประเทศไทยและนักลงทุนไทย ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นคือ:

  1. เงินทุนไหลเข้า: อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ลดลงอาจส่งเสริมให้เงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรของไทยมากขึ้น.
  2. ค่าเงินบาท: อาจมีแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้นำเข้าแต่เป็นความท้าทายสำหรับผู้ส่งออก.
  3. ต้นทุนการเงิน: แนวโน้มดอกเบี้ยโลกที่ลดลงจะเปิดทางให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีความยืดหยุ่นในการพิจารณานโยบายการเงินภายในประเทศมากขึ้น หากจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ.

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ตอกย้ำว่า นโยบายการเงินของสหรัฐฯ ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดที่กำหนดทิศทางของตลาดการเงินและการลงทุนทั่วโลก.

อ้างอิง: [1], [2], [3], [4], [5], [8], [10], [12]