การอัปเดตข่าว: บลูมเบิร์ก, CNBC, รอยเตอร์ส รายงานสงครามภาษีโลกเดือด ตลาดเอเชียผันผวน

0
39






การอัปเดตข่าว: บลูมเบิร์ก, CNBC, รอยเตอร์ส รายงานสงครามภาษีโลกเดือด ตลาดเอเชียผันผวน


การอัปเดตข่าว: บลูมเบิร์ก, CNBC, รอยเตอร์ส รายงานสงครามภาษีโลกเดือด ตลาดเอเชียผันผวน

สำนักข่าวเศรษฐกิจและการเงินชั้นนำของโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters รายงานตรงกันถึงความตึงเครียดทางการค้าโลกที่พุ่งสูงขึ้นอีกครั้งในเดือนธันวาคม 2568 หลังสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนอย่างรุนแรง ขณะที่เม็กซิโกก็ตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าจีนเช่นกัน ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย เผชิญกับแรงเทขายอย่างหนักในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา.

สหรัฐฯ ขึ้นภาษีจีนจาก 104% สู่ 125%: จุดชนวนความผันผวน

รายงานจากแหล่งข่าวในวอชิงตัน ดี.ซี. ผ่านการรายงานของ CNBC และ Reuters ระบุว่า การปรับขึ้นภาษีครั้งล่าสุดของสหรัฐฯ ต่อสินค้าจีนหลายรายการได้เพิ่มขึ้นจากเดิม 104% เป็น 125% โดยมีผลบังคับใช้ทันที. การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นภายใต้กรอบนโยบายการค้าที่เรียกว่า “Trump’s Tariff Architecture” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อปรับเปลี่ยนระบบการค้าโลกครั้งใหญ่ และยกระดับการเผชิญหน้าทางการค้าที่เคยเกิดขึ้นในสมัยบริหารครั้งแรก.

นักวิเคราะห์มองว่า การตัดสินใจนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบันจะใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเป็นแกนกลางในการรับมือกับความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีน.

เม็กซิโกเข้าร่วมวง: การปรับสมดุลห่วงโซ่อุปทานโลก

นอกจากมาตรการของสหรัฐฯ แล้ว Bloomberg ได้เน้นย้ำถึงการเคลื่อนไหวที่น่าจับตาของเม็กซิโก ซึ่งประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเป็นการตอบโต้เช่นกัน. การดำเนินการของเม็กซิโกในครั้งนี้ถูกมองว่า เป็นการตอบสนองเชิงกลยุทธ์ที่อาจเกี่ยวข้องกับความหวังในการผ่อนปรนมาตรการภาษีเหล็กกล้าของสหรัฐฯ ต่อเม็กซิโกเอง.

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การที่ประเทศในอเมริกาเหนือเริ่มใช้มาตรการภาษีร่วมกันกับจีน เป็นการบ่งชี้ถึงการ “ปรับเทียบใหม่” (Recalibration) ของห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างแท้จริง ซึ่งอาจนำไปสู่การจัดเรียงเส้นทางการค้าใหม่ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้.

ตลาดโลกตอบรับอย่างไร: ดิ่งลงในระยะสั้น แต่การค้ายังยืดหยุ่น

รายงานของ Reuters และ CNBC ชี้ให้เห็นว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกมีปฏิกิริยาเชิงลบทันทีต่อข่าวนี้ โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดตัวลงอย่างหนัก และตลาดหุ้นเอเชียหลายแห่ง “ดิ่งลง” ในช่วงเปิดทำการวันถัดมา. อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมที่กว้างขึ้น องค์การสหประชาชาติ (U.N.) ได้คาดการณ์ว่า มูลค่าการค้าสินค้าและบริการทั่วโลกในปี 2568 จะยังคงแข็งแกร่งอย่างน่าประหลาดใจ โดยจะพุ่งแตะระดับ 35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อนหน้า.

J.P. Morgan Global Research ได้ออกบทวิเคราะห์ถึงผลกระทบของภาษีสหรัฐฯ โดยสรุปว่า แม้จะมีความผันผวนในตลาดการเงิน แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวมยังคงเป็นที่ถกเถียงกัน.

มุมมองของไทยและเอเชีย: ผลกระทบที่จำกัดกว่าที่คาด

สำหรับภูมิภาคเอเชียและประเทศไทย บทวิเคราะห์จาก PTT PRISM ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg, CNBC, และ Reuters ชี้ว่า ผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ ต่อจีนดูเหมือนจะ “รุนแรงน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้”. เศรษฐกิจจีนยังคงแสดงความแข็งแกร่ง (robust) ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทยด้วย.

อย่างไรก็ตาม คำเตือนจาก Politico ที่อ้างอิงในรายงานของ Bloomberg ระบุว่า เป็นเพียง “ระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น” ก่อนที่ต้นทุนภาษีที่เพิ่มขึ้นจะเริ่มส่งผลกระทบต่อบริษัทในสหรัฐฯ และผู้บริโภค ซึ่งจะย้อนกลับมาสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.

สรุปและแนวโน้ม

การอัปเดตข่าวจากสามสำนักข่าวใหญ่ในเดือนธันวาคม 2568 เน้นย้ำว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของการค้าที่ขับเคลื่อนด้วยมาตรการภาษีที่เข้มข้นและซับซ้อนยิ่งขึ้น. แม้ว่าตลาดจะแสดงความผันผวนในระยะสั้น แต่ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและการปรับตัวของเศรษฐกิจจีนอาจช่วยประคองสถานการณ์ไว้ได้ในระดับหนึ่ง. อย่างไรก็ตาม นักลงทุนและภาคธุรกิจจะต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดถึงผลกระทบระยะยาวของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดทิศทางของตลาดโลกในปีถัดไป.

รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg, CNBC, และ Reuters

อ้างอิง: