ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดหั่นดอกเบี้ย 0.25% จุดพลุตลาดหุ้นพุ่งทั่วโลก

0
32






ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดหั่นดอกเบี้ย 0.25% จุดพลุตลาดหุ้นพุ่งทั่วโลก


ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดหั่นดอกเบี้ย 0.25% จุดพลุตลาดหุ้นพุ่งทั่วโลก

คณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2568 ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงทันที ขณะที่ราคาน้ำมันดิบกลับลดลง ท่ามกลางความกังวลต่ออุปสงค์และอุปทานที่ยังคงผันผวน

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดดอกเบี้ยครั้งที่ 3 ของปี ส่งสัญญาณ ‘ชะลอ’ การปรับลด

สำนักข่าวการเงินชั้นนำของโลกอย่าง , และ ได้รายงานตรงกันถึงผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เมื่อวันที่ 9-10 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นลง 25 Basis Points (0.25%) ซึ่งนับเป็นการปรับลดครั้งที่สามติดต่อกันในปีนี้ การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางการคาดการณ์ของตลาดที่ให้น้ำหนักถึง 86% ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง

อย่างไรก็ตาม ประธาน Fed ได้ส่งสัญญาณที่ระมัดระวังในการแถลงข่าว โดยเตือนนักลงทุนไม่ให้คาดการณ์ว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะดำเนินต่อไปอย่างแน่นอน รายงานของ ชี้ให้เห็นว่า คณะกรรมการ FOMC มีความเห็นที่แตกออกเป็นหลายฝ่ายเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2569 และการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย (Dot Plot) ล่าสุดบ่งชี้ว่า อาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวตลอดทั้งปี 2569 ซึ่งเป็นสัญญาณของการ ‘พัก’ (Pause) การปรับลดหลังจากนี้ เพื่อประเมินข้อมูลเงินเฟ้อและการจ้างงานอย่างรอบด้าน

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ-ยุโรป ‘พุ่ง’ รับข่าวดี ปัจจัยบวกต่อตลาดเอเชีย

ผลตอบรับในตลาดการเงินโลกเป็นไปในทิศทางบวกอย่างชัดเจน โดยดัชนีหลักในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เช่น S&P 500 และ Dow Jones ได้พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงทันทีหลังจากการประกาศผลการประชุม นักวิเคราะห์ของ ชี้ว่า การลดดอกเบี้ยตามคาดการณ์ได้ช่วยคลายความกังวลของนักลงทุน และทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่า Fed ยังคงสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ในส่วนของตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี Stoxx 600 ก็เปิดทำการในวันถัดมาด้วยการปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย ซึ่งสะท้อนถึงการมองโลกในแง่ดีของนักลงทุนทั่วโลกต่อสภาพคล่องทางการเงินที่เพิ่มขึ้น สำหรับตลาดหุ้นเอเชียและตลาดหุ้นไทย การไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) อาจมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในระยะสั้น เนื่องจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ แคบลง ทำให้สินทรัพย์ในภูมิภาคเอเชียมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้น

ราคาน้ำมันดิบดิ่งลง สวนทางตลาดหุ้น

ในขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกเฉลิมฉลองกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ข่าวจาก และ รายงานว่า ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบ ยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์และ WTI มีการปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเดือนที่ผ่านมา และ ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2568 ราคาน้ำมันดิบได้ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 57.27 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

องค์กรประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC) ยังคงประมาณการความต้องการน้ำมันทั่วโลกในปี 2568 ไว้ไม่เปลี่ยนแปลง โดยคาดการณ์ว่าความต้องการจะเติบโตขึ้นเล็กน้อยที่ 1.30 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ระบุว่า ความกังวลด้านอุปสงค์ที่ชะลอตัวลงจากเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และความไม่แน่นอนของนโยบายการผลิตของกลุ่ม OPEC+ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาน้ำมันอยู่ในช่วงขาลง การลดลงของราคาน้ำมันดิบนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับเศรษฐกิจไทย เนื่องจากจะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าพลังงานและบรรเทาแรงกดดันด้านเงินเฟ้อภายในประเทศ

สรุปภาพรวมและแนวโน้มสำหรับประเทศไทย

โดยสรุป การตัดสินใจของ Fed ในการลดอัตราดอกเบี้ยเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวกในตลาดการเงินโลกในช่วงปลายปี 2568 และเป็นสัญญาณว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ช่วงของการผ่อนคลายนโยบายการเงิน อย่างไรก็ดี การส่งสัญญาณที่ระมัดระวังของประธาน Fed ทำให้ตลาดต้องจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดต่อไป โดยเฉพาะในช่วงต้นปี 2569 เพื่อประเมินช่วงเวลาของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งถัดไป ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และการเคลื่อนไหวของเงินทุนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยในปีหน้า

อ้างอิง: [1, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10, 12, 13, 14]