สรุปข่าวเศรษฐกิจโลก: Bloomberg, CNBC, Reuters – จับตาวิกฤตเงินเฟ้อสหรัฐฯ และแรงกดดันจากสงครามการค้า

0
46






สรุปข่าวเศรษฐกิจโลก: Bloomberg, CNBC, Reuters – จับตาวิกฤตเงินเฟ้อสหรัฐฯ และแรงกดดันจากสงครามการค้า


สรุปข่าวเศรษฐกิจโลก: Bloomberg, CNBC, Reuters – จับตาวิกฤตเงินเฟ้อสหรัฐฯ และแรงกดดันจากสงครามการค้า

รายงานข่าวจาก สำนักข่าว Bloomberg, CNBC และ Reuters | วันที่ 7 ธันวาคม 2568

ตลาดการเงินทั่วโลกเข้าสู่ช่วงปลายปี 2568 ด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอนสูง ท่ามกลางการจับตาตัวเลขเงินเฟ้อสำคัญของสหรัฐอเมริกา และสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายการค้าใหม่ๆ สำนักข่าวการเงินชั้นนำของโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ต่างรายงานตรงกันถึงทิศทางที่น่ากังวล โดยเฉพาะแรงกดดันต่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยในรอบการประชุมที่กำลังจะมาถึง

แรงกดดันเงินเฟ้อสหรัฐฯ: CPI ยังคงสูงกว่าเป้าหมาย (Bloomberg/CNBC)

รายงานจาก Bloomberg ชี้ว่า นักลงทุนทั่วโลกกำลังเฝ้ารอการเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ของสหรัฐฯ ประจำเดือนธันวาคมอย่างใจจดใจจ่อ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่จะส่งผลต่อการตัดสินใจของ Fed ในช่วงต้นปีหน้า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า ตัวเลข Core CPI แบบปีต่อปี (Year-over-Year) จะยังคงอยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 3.1% ถึง 3.3% ซึ่งยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่างชัดเจน

ด้าน CNBC รายงานว่า แม้ตลาดจะมีความคาดหวังเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed แต่สัญญาณจากประธาน Fed นายเจอโรม พาวเวลล์ ก่อนหน้านี้บ่งชี้ว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนั้น “ยังห่างไกลจากการรับประกัน” อย่างไรก็ตาม ตลาดอนุพันธ์ได้มีการคาดการณ์ส่วนลดสำหรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยหลายครั้งในปี 2569 โดยมีความเป็นไปได้ที่ Fed อาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ครั้งถัดไป เพื่อตอบสนองต่อตัวบ่งชี้การใช้จ่ายส่วนบุคคล (PCE) ที่เริ่มอ่อนตัวลง

ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แสดงความผันผวนก่อนการเปิดเผยข้อมูลสำคัญ โดยดัชนี S&P 500 ปิดบวกต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ และเข้าใกล้จุดสูงสุดใหม่ แต่โดยรวมแล้ว ตลาดหุ้นยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ในขณะที่ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ เผชิญกับสัปดาห์ที่เลวร้ายที่สุดในรอบหกเดือน เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลต่อแรงกดดันด้านราคาที่ยังไม่คลี่คลาย

เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและผลกระทบจากสงครามการค้า (Reuters)

สำนักข่าว Reuters และรายงานจากองค์กรระหว่างประเทศเน้นย้ำถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่กำลังเข้าสู่ภาวะ “การชะลอตัวในวงกว้าง” (Widespread Deceleration) ในปี 2568 ธนาคารโลก (World Bank) คาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะลดลงเหลือ 2.3% ในปี 2568

ปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงกดดันนี้คือ นโยบายการค้าและมาตรการภาษีใหม่ๆ ของสหรัฐฯ ที่เริ่มส่งผลกระทบอย่างเต็มที่ต่อการค้าโลก รายงานระบุว่า การเติบโตของการค้าโลกคาดว่าจะลดลงอย่างมากจาก 4.2% ในปี 2568 เหลือเพียง 2.3% ในปี 2569 เนื่องจากการขึ้นภาษีมีน้ำหนักต่อการลงทุนและการบริโภค ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบจากนโยบาย “One Big Beautiful Bill Act” ของสหรัฐฯ กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกระแสการลงทุนทั่วโลก

ตลาดเอเชีย: ผันผวนตามวอลล์สตรีท (CNBC/Bloomberg)

ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียยังคงเคลื่อนไหวอย่างผสมผสานและผันผวน โดยส่วนใหญ่กำลังติดตามผลการดำเนินงานของวอลล์สตรีทอย่างใกล้ชิด ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นปรับตัวลดลงถึง 1.3% เนื่องจากนักลงทุนต่างระมัดระวังตัวและรอความชัดเจนจากตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ

ในขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียบางส่วนเปิดบวกเล็กน้อยจากความหวังว่าตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจจะลดลงอย่างไม่คาดคิด อย่างไรก็ตาม แนวโน้มโดยรวมยังคงเป็นความไม่แน่นอนสูง ในส่วนของนโยบายในภูมิภาค ธนาคารกลางเกาหลีใต้ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม ซึ่งสะท้อนถึงการรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ท่ามกลางความผันผวนของนโยบายการเงินและการค้าระหว่างประเทศ

โดยสรุปแล้ว ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจโลกกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ โดยมีปัจจัยเสี่ยงหลักคืออัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ยังคงสร้างความกังวล และแรงกดดันจากการกีดกันทางการค้าที่เริ่มส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงอย่างชัดเจน นักลงทุนจึงถูกกระตุ้นให้เพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนในทุกตลาดทั่วโลก

(บทความนี้อ้างอิงข้อมูลสรุปจากรายงานข่าวและบทวิเคราะห์ทางการเงินชั้นนำ ณ วันที่ 7 ธันวาคม 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอภาพรวมเศรษฐกิจโลก)