อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, และ Reuters: ‘เฟด’ ส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยยาว ท่ามกลางเงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่ง กดดันตลาดโลก
สำนักข่าวเศรษฐกิจและการเงินชั้นนำของโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ได้รายงานตรงกันถึงพัฒนาการล่าสุดของนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) ที่ส่งสัญญาณแข็งกร้าว (Hawkish) มากขึ้น โดยระบุว่าแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ความคาดหวังที่ Fed จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วในปีนี้ต้องลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงินทั่วโลก โดยเฉพาะการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และแรงขายในตลาดตราสารหนี้.
รายงานของ Bloomberg ชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดของสหรัฐฯ โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานที่ยังคงแข็งแกร่ง และการเพิ่มขึ้นของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เคยคาดการณ์ว่า Fed จะเริ่มลดดอกเบี้ยครั้งแรกในช่วงต้นปี. แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะชะลอตัวลง แต่ Core Inflation ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงานที่ผันผวน ยังคงเป็นปัจจัยที่น่ากังวลสำหรับคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของ Fed.
ด้าน CNBC ได้นำเสนอการวิเคราะห์จากนักกลยุทธ์ตลาด โดยระบุว่า ความเห็นของเจ้าหน้าที่ Fed หลายท่านในช่วงที่ผ่านมาได้เน้นย้ำถึงความไม่เร่งด่วนในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย. ประธาน Fed สาขาบอสตัน ซูซาน คอลลินส์ ได้แสดงความเห็นอย่างชัดเจนว่า เธอไม่เห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการลดดอกเบี้ยในระยะใกล้ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงและตลาดแรงงานยังคงตึงตัว. ท่าทีดังกล่าวได้สร้างความกังวลให้กับตลาดว่า Fed อาจจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง (Higher for Longer) นานกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ในตอนแรก.
ขณะที่ Reuters รายงานโดยเน้นไปที่ปฏิกิริยาของตลาดการเงินโลก โดยระบุว่า ความคาดหวังเงินเฟ้อของผู้บริโภคที่พุ่งสูงขึ้นสู่ระดับที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1980 ได้เพิ่มความตึงเครียดให้กับ Fed. ข้อมูลนี้ประกอบกับความผันผวนของตลาดได้เพิ่มความกดดันต่อธนาคารกลางให้คงนโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไป. ผลที่ตามมาคือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury Yields) ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพันธบัตรอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นมาตรวัดต้นทุนทางการเงินของโลก.
ปฏิกิริยาในตลาดหุ้นทั่วโลกก็เป็นไปในทางลบเช่นกัน โดยดัชนีสำคัญหลายแห่งได้ปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนเริ่มประเมินมูลค่าหุ้นใหม่ภายใต้สมมติฐานอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและนานขึ้น. การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็เป็นอีกหนึ่งผลกระทบที่สำคัญ โดยรายงานของ TTB Analytics ที่อ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg และ CNBC ชี้ให้เห็นว่า แม้เงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงเล็กน้อยก่อนการประกาศตัวเลข GDP และเงินเฟ้อ แต่ทิศทางโดยรวมยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากมุมมองที่ว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยสูงต่อไป.
สำหรับตลาดเอเชียและประเทศไทย ผลกระทบจากท่าทีของ Fed ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในกระแสเงินทุน (Capital Flows) และเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินบาท. นักวิเคราะห์จากหลายสำนักมองว่า การที่ Fed คงอัตราดอกเบี้ยสูงจะทำให้ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ ยังคงกว้างอยู่ ซึ่งจะดึงดูดเงินทุนให้ไหลกลับไปยังสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงในสหรัฐฯ. ธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงต้องเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการนโยบายการเงินเพื่อรักษาระดับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและค่าเงิน.
โดยสรุปแล้ว ข่าวสารที่รวบรวมจาก Bloomberg, CNBC, และ Reuters ได้ตอกย้ำถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเผชิญกับความท้าทายจากเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ที่ยังไม่สงบลงอย่างแท้จริง. ตลาดการเงินเข้าสู่ช่วงของการประเมินความเสี่ยงใหม่ (Risk Re-pricing) โดยลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยที่รวดเร็วของ Fed. นักลงทุนจึงควรติดตามการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ (Beige Book) ของ Fed ซึ่งจะให้ภาพรวมเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น ก่อนการประชุมนโยบายการเงินครั้งถัดไป. ความผันผวนในตลาดจึงมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีสัญญาณที่ชัดเจนจาก Fed ว่าสามารถควบคุมเงินเฟ้อได้ตามเป้าหมาย 2% อย่างยั่งยืน.


















