อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: จับตาการตัดสินใจครั้งสุดท้ายของเฟดในปี 2025

0
37






อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: จับตาการตัดสินใจครั้งสุดท้ายของเฟดในปี 2025


อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: จับตาการตัดสินใจครั้งสุดท้ายของเฟดในปี 2025

สำนักข่าวการเงินชั้นนำระดับโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานตรงกันถึงความเคลื่อนไหวสำคัญที่สุดในตลาดการเงินโลกประจำเดือนธันวาคม 2568 นั่นคือการประชุมครั้งสุดท้ายของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สามของปี เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง.

บทสรุปสำคัญจากสามสำนัก: ตลาดคาดการณ์ว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 25 Basis Points สู่ระดับเป้าหมายใหม่ที่ 3.75%-4.00% ในการประชุมวันที่ 9-10 ธันวาคมนี้. การตัดสินใจดังกล่าวถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ “วงจรการผ่อนคลายนโยบายการเงิน” (Easing Cycle) ในปี 2569.

Fed เดินหน้าผ่อนคลาย: การลดดอกเบี้ย 25 BPS ที่ตลาดรอคอย

รายงานจาก Bloomberg และ CNBC ชี้ให้เห็นว่า นักวิเคราะห์ใน Wall Street ส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นกว่า 80% ว่า Fed จะดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในการประชุมกลางเดือนธันวาคม. การปรับลดครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง และข้อมูลตลาดแรงงานเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรงลง โดยเฉพาะการจ้างงานที่ชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้.

นักกลยุทธ์จากสถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่งที่ถูกอ้างอิงโดย Reuters ระบุว่า แม้ว่าประธาน Fed นายเจอโรม พาวเวลล์ จะเคยส่งสัญญาณที่ระมัดระวังเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ข้อมูลทางเศรษฐกิจล่าสุดได้สร้างแรงกดดันให้ Fed ต้องดำเนินการเพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยที่รุนแรง. การตัดสินใจดังกล่าวจึงเป็นไปเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับการรักษาระดับการจ้างงาน.

ปฏิกิริยาของตลาดโลก: ดอลลาร์อ่อนค่า-บอนด์ยีลด์ผันผวน

การคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยได้ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลกก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้น.

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ: ดัชนีหลักอย่าง S&P 500 และ Nasdaq มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากนักลงทุนคาดหวังว่าต้นทุนการกู้ยืมที่ลดลงจะช่วยเพิ่มผลกำไรของบริษัท. อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับฉันทามติของสมาชิก FOMC บางส่วนทำให้เกิดความผันผวนในระหว่างวัน.
  • ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ: ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ ทั่วโลก เนื่องจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงทำให้ความน่าดึงดูดของการลงทุนในสินทรัพย์ที่ถือครองด้วยดอลลาร์ลดลง.
  • ตลาดพันธบัตร: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury Yields) มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะพันธบัตรระยะสั้นที่ปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนถึงการคาดการณ์นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลง.

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย: โอกาสของเงินทุนไหลเข้า

สำหรับประเทศไทย ความเคลื่อนไหวของ Fed มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง รายงานของ Bloomberg และ Reuters ชี้ให้เห็นว่าการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และการที่ Fed เริ่มวงจรการลดดอกเบี้ยนั้น มักจะส่งผลบวกต่อประเทศในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงประเทศไทย:

  1. ค่าเงินบาท: เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติเริ่มโยกย้ายเงินทุนเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนสูงกว่าในเอเชีย.
  2. ตลาดหุ้นไทย (SET Index): ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) มีโอกาสได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนไหลเข้า (Fund Flow) โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่มขนาดใหญ่และกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยต่ำ.
  3. นโยบายการเงินในประเทศ: การที่ Fed เริ่มผ่อนคลายนโยบาย จะช่วยลดแรงกดดันต่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง ทำให้ ธปท. มีพื้นที่ในการพิจารณาปรับนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศได้ง่ายขึ้น หากมีความจำเป็น.

สรุปและแนวโน้มปี 2569

การตัดสินใจของ Fed ในเดือนธันวาคมนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการปรับอัตราดอกเบี้ยครั้งเดียว แต่เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงทิศทางนโยบายการเงินในปี 2569. นักวิเคราะห์จากหลายสำนักคาดการณ์ว่า Fed จะยังคงเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องตลอดปีหน้า โดยมีเป้าหมายเพื่อนำพาสหรัฐฯ ไปสู่ภาวะ “Soft Landing”.

ตลาดการเงินโลกและไทยจึงต้องจับตาดูแถลงการณ์ของประธาน Fed อย่างใกล้ชิดหลังการประชุมสิ้นสุดลงในวันที่ 10 ธันวาคม เพื่อประเมิน “Dot Plot” และถ้อยแถลงเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งจะเป็นปัจจัยชี้นำสำคัญสำหรับทิศทางการลงทุนในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้.

อ้างอิง: ข้อมูลรวบรวมและวิเคราะห์จากรายงานของ Bloomberg, CNBC และ Reuters (อ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่ค้นพบ: 1, 2, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 12, 14)