อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกจับตา ‘เฟด’ ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยครั้งที่ 3 ในเดือนธันวาคม 2025
รายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวการเงินยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ชี้ให้เห็นว่า ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับจ้องไปยังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ในเดือนธันวาคม 2025 อย่างใกล้ชิด โดยมีกระแสคาดการณ์อย่างท่วมท้นว่า เฟดอาจตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเป็นครั้งที่สามติดต่อกัน ซึ่งเป็นผลมาจากสัญญาณการชะลอตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ และความกังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก
สัญญาณลดดอกเบี้ยครั้งที่ 3: แรงงานอ่อนแอคือปัจจัยหลัก
ตามรายงานของ Reuters และ Bloomberg ระบุว่า นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2025 ที่กำหนดไว้ในวันที่ 9-10 ธันวาคม. การคาดการณ์นี้ได้รับแรงหนุนจากข้อมูลตลาดแรงงานภาคเอกชนที่อ่อนแอเกินคาด ซึ่งเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเปลี่ยนจุดยืนจากนโยบายเข้มงวดไปสู่การผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ.
แหล่งข่าวจาก CNBC ชี้ว่า แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตา แต่การชะลอตัวของตลาดงานทำให้เฟดมีพื้นที่ในการดำเนินนโยบายที่ยืดหยุ่นมากขึ้น. อย่างไรก็ตาม ความกังวลเกี่ยวกับ ‘หนี้ที่ซ่อนเร้น’ ในระบบเศรษฐกิจโลกก็เป็นอีกปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของเฟด.
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตอบรับเชิงบวก ตลาดเอเชียเคลื่อนไหวตาม
ข่าวการคาดการณ์การลดดอกเบี้ยได้ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีการปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดัชนีหลักอย่าง Dow Jones Industrial Average และ S&P 500 พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ หรือเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์. นักลงทุนมองว่าการลดดอกเบี้ยของเฟดเปรียบเสมือน ‘ของขวัญวันหยุด’ ล่วงหน้าที่จะช่วยลดต้นทุนทางการเงินและกระตุ้นการลงทุน.
ในส่วนของตลาดเอเชีย CNBC รายงานว่า ตลาดเปิดตัวในลักษณะผสมผสาน แต่โดยรวมแล้วได้รับแรงกระตุ้นเชิงบวกจากผลการดำเนินงานของ Wall Street. อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางในตลาดเกิดใหม่และในเอเชียกำลังเผชิญกับภาวะ ‘เดินบนเชือก’ เนื่องจากพวกเขายังลังเลที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามสหรัฐฯ ทันที เพราะการลดดอกเบี้ยอาจส่งผลกระทบต่อค่าเงินและการเคลื่อนย้ายเงินทุน.
การวิเคราะห์เชิงลึก: จับตา ‘Dot Plot’ และความไม่แน่นอนในปี 2026
นักวิเคราะห์จาก Trading Economics ระบุว่า นอกเหนือจากการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยแล้ว สิ่งที่ตลาดให้ความสนใจอย่างมากคือ ‘Dot Plot’ หรือการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยในอนาคตของเจ้าหน้าที่เฟดแต่ละคนสำหรับปี 2026. รายงานชี้ว่า การคาดการณ์นี้มีแนวโน้มที่จะแสดงให้เห็นถึงความแตกแยกในมุมมองของเจ้าหน้าที่เฟดเกี่ยวกับทิศทางนโยบายในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลต่อความผันผวนในตลาดพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ.
นอกจากนี้ Reuters ยังเน้นย้ำถึงความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันโลก. แม้ว่าตลาดจะตอบรับเชิงบวกต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ย แต่ความผันผวนของราคาพลังงานยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เฟดต้องทบทวนนโยบายอีกครั้งในอนาคตอันใกล้
โดยสรุป การรายงานข่าวจากสามสำนักข่าวการเงินชั้นนำของโลกสะท้อนให้เห็นถึงความหวังของตลาดต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงินของเฟด แต่ในขณะเดียวกันก็เตือนให้นักลงทุนระมัดระวังต่อปัจจัยเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนในมุมมองของเจ้าหน้าที่เฟดเอง หรือความผันผวนจากภายนอก เช่น สถานการณ์ราคาน้ำมัน ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลกในช่วงปลายปี 2025 และต่อเนื่องไปถึงปี 2026 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

















