อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: สหรัฐฯ-ไต้หวัน บรรลุข้อตกลงการค้าประวัติศาสตร์ ลดภาษี-แลกกับการลงทุนชิปครั้งใหญ่ ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

0
63






อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: สหรัฐฯ-ไต้หวัน บรรลุข้อตกลงการค้าประวัติศาสตร์ ลดภาษี-แลกกับการลงทุนชิปครั้งใหญ่ ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์


อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: สหรัฐฯ-ไต้หวัน บรรลุข้อตกลงการค้าประวัติศาสตร์ ลดภาษี-แลกกับการลงทุนชิปครั้งใหญ่ ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

สำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานตรงกันถึงข่าวความคืบหน้าครั้งสำคัญในเวทีการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อตกลงทวิภาคีระหว่างสหรัฐอเมริกาและไต้หวันที่เพิ่งมีการลงนามเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งมีใจความสำคัญคือการลดภาษีนำเข้าสินค้าไต้หวันลงอย่างมีนัยสำคัญ แลกกับการที่บริษัทไต้หวันจะให้คำมั่นลงทุนครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมการผลิตภายในสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคส่วนเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูง

ข้อตกลงใหม่: ลดภาษี 20% เหลือ 15% แลกกับการลงทุนในสหรัฐฯ

รายงานระบุว่า ภายใต้ข้อตกลงการค้าที่ผ่านการเจรจามาอย่างยาวนานฉบับนี้ สหรัฐฯ จะปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าส่วนใหญ่จากไต้หวันลงจากเดิม 20% เหลือเพียง 15% การลดภาษีดังกล่าวถูกผูกโยงเข้ากับพันธสัญญาจากภาคธุรกิจและเทคโนโลยีของไต้หวันที่จะลงทุนในสหรัฐฯ เป็นมูลค่ามหาศาล ซึ่งแหล่งข่าวบางแห่งประเมินว่าอาจสูงถึง 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 8.75 ล้านล้านบาท) ในโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิป (Semiconductor), พลังงาน และปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงความพยายามของวอชิงตันในการ “นำการผลิตกลับสู่ประเทศ” (reshoring) และเสริมสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีที่สำคัญ

เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์: ไต้หวันคือ “พันธมิตรทางยุทธศาสตร์หลัก”

การมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นหัวใจสำคัญของข้อตกลงนี้ เนื่องจากไต้หวันเป็นผู้นำระดับโลกในการผลิตชิปขั้นสูง โดยเฉพาะบริษัทอย่าง TSMC เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ชี้แจงว่า ข้อตกลงนี้ถูกออกแบบมาเพื่อพลิกกลับแนวโน้มของการย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศที่เกิดขึ้นมานานหลายทศวรรษ เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ ในตลาดโลก นักวิเคราะห์หลายรายให้ความเห็นว่า การบรรลุข้อตกลงดังกล่าวเป็นการตอกย้ำว่าไต้หวันเป็น “พันธมิตรทางยุทธศาสตร์หลัก” (core strategic partner) ของสหรัฐฯ ในการแข่งขันทางเทคโนโลยีกับคู่แข่งระดับโลก

ปฏิกิริยาจากไต้หวันและจีน

ในด้านของไต้หวัน นายกรัฐมนตรีของไต้หวันได้ออกมากล่าวชื่นชมข้อตกลงนี้ว่าเป็น “ข้อตกลงภาษีที่ดีที่สุด” ที่ประเทศซึ่งมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ เคยได้รับ นอกจากนี้ ข้อตกลงดังกล่าวยังคาดว่าจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมที่ไม่ใช่เทคโนโลยีของไต้หวันด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้าที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้นเป็นไปในทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง โดยรัฐบาลปักกิ่งได้ออกมาแสดงการ “คัดค้านอย่างแข็งขัน” ต่อข้อตกลงการค้าที่ลงนามระหว่างวอชิงตันและไทเป จีนยืนยันจุดยืนที่ “ต่อต้านอย่างเด็ดขาดต่อข้อตกลงใดๆ” ระหว่างสหรัฐฯ และไต้หวัน ซึ่งจีนถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนของตนเอง การแสดงท่าทีดังกล่าวได้เพิ่มความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ภาพรวมตลาดการเงินโลก

ในขณะที่ข่าวข้อตกลงการค้าดังกล่าวเป็นประเด็นหลักที่ได้รับความสนใจอย่างมาก ตลาดการเงินโลกยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยอื่นๆ ที่สร้างความผันผวน ตลาดหุ้นหลักๆ ทั่วโลกมีการเคลื่อนไหวแบบผสมผสาน โดยมีการปรับตัวขึ้นหลังจากการขาดทุนติดต่อกันสองวัน ขณะที่นักลงทุนยังคงจับตาดูรายงานผลประกอบการของธนาคารขนาดใหญ่และข้อมูลเศรษฐกิจต่างๆ อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ทิศทางของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (US Fed Rates) ยังคงเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนหลักที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องในเดือนมกราคม 2569

ข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-ไต้หวันครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นข่าวเศรษฐกิจที่สำคัญเท่านั้น แต่ยังเป็นประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีและการค้าโลกในระยะยาว ซึ่งเป็นหัวข้อที่สำนักข่าวสำคัญทั้งสามยังคงติดตามและรายงานอย่างใกล้ชิดต่อไป

อ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters