อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เปิดฉากปี 2026 ด้วยแรงขับเคลื่อนจาก AI และนโยบายการเงินที่เหลื่อมล้ำ

0
16






อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เปิดฉากปี 2026 ด้วยแรงขับเคลื่อนจาก AI และนโยบายการเงินที่เหลื่อมล้ำ


อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เปิดฉากปี 2026 ด้วยแรงขับเคลื่อนจาก AI และนโยบายการเงินที่เหลื่อมล้ำ

วอลล์สตรีทและตลาดการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่ปี 2569 (2026) ด้วยมุมมองที่ผสมผสานกัน ภายใต้แรงขับเคลื่อนหลัก 3 ประการ ได้แก่ นโยบายการเงินที่แตกต่างกันของธนาคารกลางทั่วโลก, วงจรการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างไม่หยุดยั้ง, และความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความตึงเครียดขึ้นในตลาดต่างๆ โดยสำนักข่าวการเงินชั้นนำอย่าง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ที่ชี้ให้เห็นถึงโอกาสและความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

นโยบายการเงินโลก: การปรับลดดอกเบี้ยของ Fed หนุนวอลล์สตรีท แต่เอเชียยังคงเผชิญความไม่แน่นอน

นักวิเคราะห์จากวอลล์สตรีทคาดการณ์ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะยังคงมีความแข็งแกร่งตลอดปี 2569 ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของภาคส่วน AI และสัญญาณการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) การคาดการณ์ดังกล่าวชี้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะมีการเติบโตในระดับปานกลาง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มผ่อนคลายลง ทำให้ Fed มีช่องทางในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากนโยบายการเงินที่ “ไม่เท่าเทียม” กันนี้ ได้ส่งผลต่อตลาดเอเชียอย่างแตกต่างกันไป ภูมิภาคเอเชียยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก เช่น การปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานโลก และความผันผวนของนโยบายของสหรัฐฯ ธนาคารกลางหลายแห่งในเอเชียจึงต้องใช้ความระมัดระวังในการกำหนดนโยบาย เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบางในบางประเทศ

AI: แรงขับเคลื่อนหลักของตลาดหุ้น พร้อมคำเตือนถึงมูลค่าที่สูงเกินจริง

ธีมหลักที่ครอบงำตลาดหุ้นทั่วโลกคือการลงทุนในเทคโนโลยี AI โดย CNBC และ Bloomberg ได้รายงานอย่างต่อเนื่องถึงการคาดการณ์เชิงบวกสำหรับดัชนี S&P 500 ในปี 2569 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการใช้จ่ายในด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นและผลกำไรของบริษัทที่แข็งแกร่ง นักวิเคราะห์ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายราคาหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เช่น Nvidia และ Broadcom เนื่องจากความต้องการด้าน AI ที่รัดกุมมากขึ้น

มุมมองจากวอลล์สตรีท: แม้จะมีความเชื่อมั่นอย่างสูงในศักยภาพของ AI แต่นักยุทธศาสตร์บางรายได้ออกคำเตือนถึง “ความเสี่ยงของฤดูหนาว AI (AI winter risk)” โดยระบุว่ามูลค่าหุ้นในบางบริษัทอาจตึงตัวและสูงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานไปแล้ว

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์: ทองคำพุ่งเป้า $5,000 ขณะที่น้ำมันเผชิญแรงกดดันด้านอุปทาน

สำหรับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์นั้น มีการคาดการณ์ที่ชัดเจนสำหรับทั้งทองคำและน้ำมัน

  • ทองคำ: โลหะมีค่าถูกคาดหมายว่าจะยังคงทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีการคาดการณ์จากผู้เชี่ยวชาญหลายรายว่าราคาทองคำอาจพุ่งขึ้นไปถึงระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ ภายในปี 2569 ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และการปรับนโยบายการเงิน นอกจากนี้ ยังมีมุมมองว่าตลาดกระทิงจะขยายตัวจากทองคำและเงินไปยังทองแดงและอะลูมิเนียมด้วย
  • น้ำมัน: ในทางตรงกันข้าม แนวโน้มราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) เผชิญกับความเสี่ยงขาลงในช่วงปี 2569-2570 Goldman Sachs ได้ปรับลดการคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันโลก โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการขนส่ง

ความตึงเครียดเชิงภูมิรัฐศาสตร์: สหรัฐฯ-จีน กับการผ่อนคลายที่ยังคงระมัดระวัง

ประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความผันผวนให้กับตลาดโลก รายงานจาก Reuters ระบุว่า แม้จีนจะพยายามลดผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ด้วยการเพิ่มการส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ และส่งเสริมให้บริษัทจีนย้ายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศ แต่ตลาดก็ยังคงมีความระมัดระวังต่อการประกาศมาตรการทางการค้าใหม่ๆ ที่ขาดรายละเอียดที่ชัดเจน

ล่าสุด สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้ขยายการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าจีน 178 รายการออกไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2569 การเคลื่อนไหวนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามอย่างระมัดระวังที่จะผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้า แม้ว่าในภาพรวมปักกิ่งจะยังคงใช้มาตรการตอบโต้ต่อสหรัฐฯ อยู่ในบางประเด็น ความไม่แน่นอนนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนในเอเชียต้องเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่ไม่เท่าเทียมกันของนโยบายโลก

สรุป: ปี 2569 จึงเป็นปีที่ตลาดจะถูกขับเคลื่อนด้วยการผสมผสานของความหวังจากเทคโนโลยี AI และความผันผวนจากนโยบายการเงินและภูมิรัฐศาสตร์ที่แตกต่างกัน ซึ่งนักลงทุนและภาคธุรกิจจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตามข้อมูลเชิงลึกที่รายงานโดย Bloomberg, CNBC, และ Reuters

อ้างอิง: