อัปเดตข่าวเศรษฐกิจโลก: จับตาเฟด-ตลาดผันผวนรับธันวาคม

0
89






อัปเดตข่าวเศรษฐกิจโลก: จับตาเฟด-ตลาดผันผวนรับธันวาคม


อัปเดตข่าวเศรษฐกิจโลก: จับตาเฟด-ตลาดผันผวนรับธันวาคม

Bloomberg, CNBC, และ Reuters รายงานตรงกันว่า ตลาดการเงินโลกเปิดฉากเดือนธันวาคม 2568 ด้วยบรรยากาศที่ตึงเครียดและผันผวน โดยมีปัจจัยหลักมาจากความไม่แน่นอนในการตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกยังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวล

ความกังวลต่อการตัดสินใจของ Fed: อัตราดอกเบี้ยยังคง “เหนียวแน่น”

ความสนใจของตลาดทั้งหมดพุ่งเป้าไปที่การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 9-10 ธันวาคม 2568 ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์บางส่วนเคยคาดการณ์ว่ามีความเป็นไปได้ถึง 80% ที่ Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม รายงานล่าสุดจากนักเศรษฐศาสตร์ที่สำรวจโดยสถาบันการเงินหลายแห่งชี้ว่า โอกาสที่ Fed จะลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเหลือเพียง 22%

Bloomberg รายงานว่า สาเหตุหลักมาจากตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ที่ยังคงสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ความหวังที่อัตราเงินเฟ้อจะลดลงอย่างรวดเร็วเริ่มเลือนหายไป แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันจะอยู่ที่ 4.00% แต่ความเห็นของประธาน Fed ที่เคยกล่าวว่าการตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมยังไม่ใช่ข้อสรุปที่แน่นอน (not a foregone decision) ก็ยิ่งเพิ่มความระมัดระวังให้กับนักลงทุน

ตลาดหุ้นทั่วโลกเข้าสู่โหมด “ระมัดระวังความเสี่ยง” (Risk-Off Tone)

ในวันเปิดทำการของเดือนธันวาคม ตลาดหุ้นทั่วโลกตอบสนองในเชิงลบอย่างชัดเจน CNBC ชี้ว่า บรรยากาศ “Risk-off” ได้ครอบคลุมตลาด โดยดัชนีหลักในวอลล์สตรีท (Wall Street) ปรับตัวลดลง ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปก็ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่เคยปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในเดือนพฤศจิกายน ตลาดหุ้นเอเชีย รวมถึงดัชนีหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ก็ได้รับแรงกดดันจากการไหลออกของเงินทุนและความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่สดใส

นักวิเคราะห์จาก Reuters ระบุว่า การที่ตลาดโลกปรับตัวในเชิงลบนี้เป็นการตอบสนองโดยตรงต่อข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าคาด และตอกย้ำความกังวลว่าธนาคารกลางอาจต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปอีกนาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินและการเติบโตของบริษัททั่วโลก

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ซ้ำเติมวิกฤตพลังงาน

นอกจากปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ยแล้ว ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นก็เป็นอีกหนึ่งตัวเร่งที่ทำให้ตลาดเข้าสู่ภาวะตึงเครียด Reuters รายงานว่า ความตึงเครียดดังกล่าวได้ส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องต่อราคาน้ำมันและก๊าซ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางการค้าโลกที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งและมาตรการภาษีใหม่ (tariffs)

การวิเคราะห์จาก Bloomberg เน้นย้ำว่า ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลก โดยเฉพาะพลังงาน ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ตลอดช่วงไตรมาสที่สองของปี 2568 และการที่กลุ่ม OPEC+ ยังคงนโยบายการผลิตที่เข้มงวด ก็ยิ่งทำให้ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังคง “เหนียวแน่น” (sticky) และสร้างแรงกดดันต่อธนาคารกลางทั่วโลก

บทสรุปและแนวโน้ม: ธันวาคมที่ต้องเฝ้าระวัง

นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำประเมินว่า เศรษฐกิจโลกโดยรวมยังคงคาดการณ์การเติบโตของ GDP ทั่วโลกที่ 2.5% อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความเสี่ยงที่รายล้อมอยู่ การตัดสินใจของ Fed ในสัปดาห์หน้าจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดการเงินโลกในช่วงท้ายปี 2568 อย่างมีนัยสำคัญ

CNBC สรุปว่า นักลงทุนควรเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนในเดือนธันวาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มพลังงานที่อ่อนไหวต่อปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์และอัตราดอกเบี้ยเป็นพิเศษ ตราบใดที่อัตราเงินเฟ้อหลัก (Core CPI) ยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียง 3% ความเป็นไปได้ที่ Fed จะคงท่าทีที่ระมัดระวัง (Hawkish Stance) ต่อไปจึงยังเป็นความเสี่ยงที่ไม่อาจมองข้ามได้

อ้างอิง: