ข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกส่งท้ายปี 2025

0
97






ข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters


ข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกส่งท้ายปี 2025

รายงานโดยทีมข่าวเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (29 ธันวาคม 2568)

สำนักข่าวเศรษฐกิจและการเงินชั้นนำของโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานตรงกันถึงความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของตลาดการเงินโลกในช่วงส่งท้ายปี 2568 โดยมีประเด็นหลักอยู่ที่การตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดหุ้นและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก

เฟดประกาศลดอัตราดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐาน พร้อมส่งสัญญาณ ‘คุมเข้ม’ เล็กน้อย

รายงานข่าวจากวอชิงตัน ดี.ซี. ชี้ว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25 จุดพื้นฐาน (bps) ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยทำให้อัตราดอกเบี้ยเป้าหมายเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง $3.50\%-3.75\%$ การตัดสินใจครั้งนี้นับเป็นการลดอัตราดอกเบี้ยครั้งที่สามติดต่อกันในปีนี้ ท่ามกลางความพยายามของเฟดในการจัดการกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เริ่มชะลอตัวลง แต่ยังคงต้องการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม รายงานจาก Bloomberg และ Reuters ระบุว่า แม้จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ถ้อยแถลงนโยบายที่เผยแพร่ออกมากลับมีลักษณะ ‘Hawkish’ หรือมีแนวโน้มคุมเข้มนโยบายมากกว่าที่นักวิเคราะห์บางส่วนคาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เฟดส่งสัญญาณถึงแนวทางที่รัดกุมและรอบคอบสำหรับการตัดสินใจในอนาคต พร้อมทั้งมีการปรับเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐฯ ขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเป็นการบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ในช่วงก่อนหน้า

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งทำสถิติใหม่ นำโดยกลุ่มเทคโนโลยี

ผลตอบรับจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ เป็นไปในทางบวกอย่างชัดเจน โดยดัชนี S&P 500 ได้ปิดตลาดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รายงานของ CNBC เน้นย้ำว่า การพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเติบโตอย่างร้อนแรงเกินคาดการณ์ (running hotter than expected) ซึ่งทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจในศักยภาพการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเทคโนโลยี

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังคงเป็นผู้นำตลาดและรักษาระดับแนวโน้มขาขึ้น (upward trend) ต่อไป ท่ามกลางความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในนวัตกรรมและการขยายตัวของภาคส่วนนี้ การลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดแม้เพียงเล็กน้อย ก็ช่วยลดต้นทุนทางการเงินและเพิ่มความน่าสนใจให้กับหุ้นกลุ่มเติบโต (Growth Stocks) ซึ่งรวมถึงหุ้นเทคโนโลยีเหล่านี้ด้วย นักวิเคราะห์จากหลายสถาบันการเงินที่ให้สัมภาษณ์กับ CNBC คาดการณ์ว่า กระแสเงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในหุ้นที่มีศักยภาพการเก็งกำไรสูง

ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลงท่ามกลางความหวังและอุปทาน

ในส่วนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบ WTI (สัญญาเดือนกุมภาพันธ์ 2569) ได้ปรับตัวลดลง $2.8\%$ ไปปิดที่ระดับ $56.74$ ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 รายงานจาก Reuters ระบุว่า การลดลงของราคาดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากความกังวลด้านอุปทาน (Supply Concerns) ท่ามกลางสัญญาณเชิงบวกเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการเจรจาสันติภาพในยูเครน ซึ่งอาจนำไปสู่การคลายความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และทำให้ปริมาณน้ำมันดิบในตลาดโลกเพิ่มขึ้น

นักวิเคราะห์ด้านพลังงานชี้ว่า แนวโน้มทางเทคนิคของราคาน้ำมันดิบยังคงสะท้อนถึง ‘แนวโน้มขาลง’ (Bearish Trend) ที่ยั่งยืน โดยราคาน้ำมันดิบได้สร้างจุดสูงสุดที่ต่ำลงและจุดต่ำสุดที่ต่ำลงมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา แม้ว่ารายงานตลาดน้ำมันประจำเดือนธันวาคม 2568 จาก IEA จะคาดการณ์ว่าอุปสงค์น้ำมันโลกจะเพิ่มขึ้น $830$ กิโลบาร์เรลต่อวันในปี 2569 ก็ตาม แต่ปัจจัยด้านอุปทานและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นแรงกดดันหลักต่อราคาในช่วงเวลานี้

สรุปข้อมูลตลาด ณ วันที่ 29 ธ.ค. 2568:

  • อัตราดอกเบี้ย Fed: ปรับลด 25 bps สู่ช่วง $3.50\%-3.75\%$
  • ดัชนี S&P 500: ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
  • ราคาน้ำมัน WTI: $56.74$ ดอลลาร์/บาร์เรล (ลดลง $2.8\%$)

นักลงทุนยังคงต้องติดตามการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญในช่วงต้นปีหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินของเฟดและผลกระทบต่อตลาดโลกต่อไป