ข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกผันผวนหนัก หลังเฟดส่งสัญญาณดอกเบี้ย
กรุงเทพฯ: สำนักข่าวเศรษฐกิจระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้พร้อมใจกันรายงานถึงความผันผวนครั้งใหญ่ในตลาดการเงินทั่วโลก หลังจากการประชุมล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) ซึ่งมีมติที่สร้างความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางของอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้และต้นปีหน้า
มติเฟดที่สร้างความสับสน: ตลาดคาดหวัง แต่เฟดยังแบ่งเป็นสองฝ่าย
รายงานจากสำนักข่าวชั้นนำระบุว่า ตลาดการเงินทั่วโลกได้จับตาการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) อย่างใกล้ชิด โดยมีความคาดหวังสูงเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25 จุดพื้นฐาน (basis points) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว
อย่างไรก็ตาม ผลการประชุมได้ส่งสัญญาณที่สร้างความสับสน โดยแม้ว่าจะมีรายงานการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงไปแล้วในการประชุมครั้งก่อนหน้า แต่ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ นายเจอโรม พาวเวลล์ ได้ออกโรงเตือนว่า การคาดหวังให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมนั้น “ยังไม่ใช่ข้อสรุปที่แน่นอน” การส่งสัญญาณที่ระมัดระวังนี้สะท้อนถึงความเห็นที่แตกออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจนภายในคณะกรรมการเฟดเอง โดยมีเจ้าหน้าที่บางส่วนให้เหตุผลว่าตลาดแรงงานที่อ่อนแอลงนั้นเป็นเหตุผลที่เพียงพอสำหรับการลดดอกเบี้ย แต่เจ้าหน้าที่อีกกลุ่มยังคงกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันเงินเฟ้อที่อาจกลับมา
ตลาดหุ้นโลกตอบรับด้วยความผันผวน
ตามรายงานของ CNBC และ Reuters ความไม่แน่นอนดังกล่าวได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดหุ้นทั่วโลกทันที ดัชนีหลักในวอลล์สตรีทแสดงความผันผวนอย่างรุนแรง โดยในช่วงแรกที่ตลาดมีความเชื่อมั่นสูงว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยอย่างแน่นอน ส่งผลให้เกิดภาวะ “Dow rally” หรือการดีดตัวขึ้นของดัชนีดาวโจนส์ แต่หลังจากที่ประธานเฟดส่งสัญญาณที่เข้มงวดมากขึ้น ตลาดกลับมาเผชิญกับแรงเทขายทำกำไร
ตลาดในเอเชียก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเฉพาะตลาดหุ้นในอินเดียที่เปิดตลาดด้วยการปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากความเชื่อมั่นในตลาดโลกลดลง นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ชี้ว่า นักลงทุนกำลังปรับพอร์ตการลงทุนใหม่ โดยหันไปหาพันธบัตรรัฐบาลและสินทรัพย์ที่ปลอดภัยมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของนโยบายการเงิน
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและค่าเงินบาท
สำหรับประเทศไทย การตัดสินใจของเฟดมีผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากเฟดคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงหรือลดช้ากว่าที่คาดการณ์ จะส่งผลให้ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยและสหรัฐฯ ยังคงกว้างอยู่ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทยไปยังสหรัฐฯ เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่า (Carry Trade)
นักวิเคราะห์ตลาดเงินในประเทศมองว่า ค่าเงินบาทมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ หากตลาดโลกยังคงอยู่ในภาวะ “Risk-off” หรือการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่าความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างไรบ้าง
แนวโน้มระยะถัดไป
รายงานข่าวจากทั้งสามสำนักสรุปตรงกันว่า ตลาดจะยังคงเผชิญกับความผันผวนไปอีกระยะจนกว่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยของเฟด นักลงทุนควรติดตามรายงานเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะข้อมูลเงินเฟ้อและตัวเลขการจ้างงาน ซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจครั้งต่อไปของเฟด การคาดการณ์ล่าสุดยังคงให้น้ำหนักกับการเปลี่ยนแปลงผู้นำของเฟดในอนาคต ซึ่งอาจนำมาสู่แนวทางการผ่อนคลายทางการเงินที่เร็วขึ้น (Dovish) แต่ในระยะสั้นความระมัดระวังยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการลงทุนในตลาดโลก


















