ข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เปิดมุมมองเศรษฐกิจโลกปี 2026 นโยบายการเงินโลกเริ่มต่างทิศ พร้อมแรงหนุนจาก AI
สำนักข่าวเศรษฐกิจและการเงินชั้นนำระดับโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ได้เผยแพร่รายงานข่าวที่สอดคล้องกันเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจโลกในปี 2569 (2026) โดยเน้นย้ำถึงภาพรวมที่ยังคงมีการเติบโตในระดับปานกลาง แต่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนของนโยบายการเงินในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก ควบคู่ไปกับแนวโน้มเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง และการเข้ามามีบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เป็นแรงขับเคลื่อนใหม่สำหรับการคาดการณ์การเติบโตของ GDP ทั่วโลก
- ธนาคารกลางสำคัญยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ย ชี้ถึงความแตกต่างด้านนโยบายการเงินที่กว้างขึ้น
- IMF คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2569 ที่ 3.3% โดยตลาดเกิดใหม่ (EM) มีโอกาสเติบโตสูงกว่า 4%
- แนวโน้มเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับอ่อนโยนในเอเชีย เปิดช่องให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในบางประเทศ
- เทคโนโลยี AI ถูกมองเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ
นโยบายการเงินต่างทิศ: BOJ และ ECB ยังคงนิ่ง
รายงานจากหลายสำนักข่าวชี้ให้เห็นถึงความไม่สม่ำเสมอในการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่างๆ ในช่วงต้นปี 2569 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) คณะกรรมการนโยบายของ BOJ ได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นไว้ที่ระดับ 0.75% ในการประชุมเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา แม้จะมีกรรมการบางส่วนเสนอให้มีการปรับขึ้นก็ตาม พร้อมกันนี้ BOJ ได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตและอัตราเงินเฟ้อของประเทศ ซึ่งสะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น
ในขณะเดียวกัน ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็ได้ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยหลักไว้ที่ 2.15% ในการประชุมครั้งแรกของปี 2569 การตัดสินใจเหล่านี้ตอกย้ำถึงแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงินที่ยังคงค่อยเป็นค่อยไปและไม่สม่ำเสมอทั่วโลก ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่กำลังชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง
ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและแรงขับเคลื่อนจากเทคโนโลยี
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะมีการเติบโตที่ระดับ 3.3% ในปี 2569 โดยมีแนวโน้มที่ประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) จะมีการเติบโตที่แข็งแกร่งกว่า โดยคาดว่าจะสูงกว่า 4% นอกจากนี้ รายงานยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ว่าเป็น “แรงหนุน” (Tailwind) ที่สำคัญ ซึ่งนำไปสู่การปรับเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตของ GDP ในหลายประเทศ เนื่องจากมีการมองเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้น
สำหรับในภูมิภาคเอเชียนั้น ภาพรวมยังคงเป็นไปในทิศทางบวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินเดียที่คาดว่าจะมีการเติบโตเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง และอาจแซงหน้าประเทศเศรษฐกิจอื่น ๆ ในบางมิติ ในทางกลับกัน การเติบโตของจีนคาดว่าจะชะลอตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากการปฏิรูปเพื่อต่อต้านการแข่งขันที่รุนแรง (Anti-involution reforms) ได้เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในฝั่งอุปทาน อย่างไรก็ตาม ภาวะเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำในเอเชียโดยรวม ได้เพิ่มความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางบางแห่งจะสามารถพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ต่อไป เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ผลกระทบต่อประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน
สำหรับประเทศไทยและกลุ่มประเทศอาเซียน-5 แนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเติบโต แม้จะมีความแตกต่างด้านนโยบายการเงิน ก็ถือเป็นปัจจัยบวก การเติบโตของตลาดเกิดใหม่ที่แข็งแกร่ง รวมถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกโดยรวม ย่อมส่งผลดีต่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก นอกจากนี้ การที่อัตราเงินเฟ้อโลกและในภูมิภาคมีแนวโน้มชะลอตัวลง ย่อมช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพ
อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างด้านนโยบายการเงินระหว่างประเทศเศรษฐกิจหลัก อาจนำมาซึ่งความผันผวนในตลาดทุนและการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่หน่วยงานกำกับดูแลของไทยจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่ธนาคารกลางหลายแห่งยังคงรอดูสถานการณ์ อาจทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในการกำหนดนโยบายอัตราดอกเบี้ย เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศ และการบริหารจัดการความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
อ้างอิงข้อมูล:



















