ข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดหั่นดอกเบี้ยรอบสอง ตลาดโลกตอบรับเชิงบวก คาดการณ์การปรับลดต่อเนื่อง
วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568
สำนักข่าวเศรษฐกิจชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC, และ Reuters รายงานตรงกันถึงความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) ที่ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25 จุดพื้นฐาน (Basis Points) ในการประชุมเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2568 ซึ่งนับเป็นการปรับลดครั้งที่สองติดต่อกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นตลาดแรงงานที่เริ่มชะลอตัว และลดความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่เริ่มอยู่ภายใต้การควบคุม.
การตัดสินใจของ Fed: หั่นดอกเบี้ยเพื่อหนุนตลาดแรงงาน
รายงานจาก Reuters และ CNBC ชี้ว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) มีมติเป็นเอกฉันท์ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงสู่ระดับใหม่ เพื่อตอบสนองต่อสัญญาณความอ่อนแอที่ปรากฏในตลาดแรงงานสหรัฐฯ. แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในภาพรวมตลอดปี 2568 จะแสดงความ “ยืดหยุ่น” (Resilience) ได้ดีเกินคาด แต่ความกังวลเกี่ยวกับอัตราการว่างงานที่อาจเพิ่มขึ้น ทำให้ Fed ต้องดำเนินมาตรการเชิงรุก.
การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนตุลาคมนี้ เป็นครั้งที่สองนับตั้งแต่การปรับลดครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2567 โดยนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ได้ส่งสัญญาณในระหว่างการแถลงข่าวหลังการประชุมว่า แม้จะยังคงระมัดระวังเกี่ยวกับทิศทางเงินเฟ้อ แต่ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดแสดงให้เห็นว่า แรงกดดันด้านราคาสินค้าได้ผ่อนคลายลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีช่องว่างในการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายขึ้นเพื่อสนับสนุนการจ้างงาน.
ปฏิกิริยาของตลาดการเงินโลก
Bloomberg รายงานว่า การตัดสินใจของ Fed ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกตอบรับในเชิงบวกทันที โดยดัชนีหลักในสหรัฐฯ เช่น S&P 500 และ Nasdaq ต่างปรับตัวขึ้น เนื่องจากนักลงทุนมองว่าการลดดอกเบี้ยจะช่วยยืดอายุของวัฏจักรเศรษฐกิจและเพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงิน. ในส่วนของตลาดเอเชียและยุโรปก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และตลาดในกลุ่มยูโรโซน ต่างปิดบวกอย่างมีนัยสำคัญ.
นอกจากนี้ ตลาดตราสารหนี้ก็มีความเคลื่อนไหวที่ชัดเจน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (Treasury Yields) ได้ปรับตัวลดลง ซึ่งสะท้อนถึงความคาดหวังของตลาดต่ออัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ต่ำลงในอนาคต. ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าแคบลง ทำให้เงินทุนบางส่วนเริ่มไหลออกจากสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์.
การคาดการณ์ไปข้างหน้า: จับตาการประชุมเดือนธันวาคม
รายงานวิเคราะห์จาก Reuters และบทความของ Bloomberg ต่างเน้นย้ำว่า จุดสนใจถัดไปของตลาดการเงินทั่วโลกคือการประชุม FOMC ครั้งสุดท้ายของปี 2568 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 9-10 ธันวาคม. นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ Fed อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกเป็นครั้งที่สาม (Third Consecutive Cut) หากข้อมูลตลาดแรงงานที่กำลังจะเปิดเผยในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนยังคงส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง.
ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดการเงินที่ให้สัมภาษณ์กับ CNBC เตือนว่า แม้การลดดอกเบี้ยจะช่วยพยุงเศรษฐกิจ แต่ความผันผวนในระยะสั้นยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญบางตัว เช่น รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls) หรือดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) มีความล่าช้าในการเปิดเผย หรือออกมาสวนทางกับความคาดหวังของตลาด.
สรุปและมุมมองต่อเศรษฐกิจไทย
โดยสรุปแล้ว การเคลื่อนไหวของ Fed ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายปี 2568 นี้ นับเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความมั่นใจให้กับตลาดโลกและช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย. สำหรับประเทศไทยและตลาดการเงินในภูมิภาคเอเชีย การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์และสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลกถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยสนับสนุนการส่งออกและการลงทุน. อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องติดตามผลการประชุมเดือนธันวาคมอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางของนโยบายการเงินสหรัฐฯ ในปี 2569 ต่อไป.
อ้างอิงข้อมูลจากรายงานของ Bloomberg, CNBC, และ Reuters ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2568.


















