ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: จับตาการคงอัตราดอกเบี้ยของ Fed และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกปี 2026
สำนักข่าวการเงินชั้นนำของโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters รายงานความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจที่สำคัญในช่วงต้นปี 2026 โดยมีประเด็นหลักอยู่ที่การตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และการปรับประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดการเงินทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คงอัตราดอกเบี้ย: จับตาการอภิปรายเรื่อง ‘อัตราปกติ’
รายงานข่าวจากหลายแหล่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Federal Funds Rate) ไว้ที่ระดับ 3.5%–3.75% ในการประชุมเดือนมกราคม 2026 ซึ่งเป็นการหยุดชั่วคราวหลังจากที่ได้มีการผ่อนคลายทางการเงินในช่วงก่อนหน้า. การตัดสินใจดังกล่าวเป็นไปตามที่ตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่เริ่มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงมีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจอยู่
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจและเป็นหัวข้อถกเถียงสำคัญภายใน Fed คือการกำหนดระดับ ‘อัตราดอกเบี้ยปกติ’ (Normal Level for Rates) ในระยะยาว. ในช่วงปลายปี 2019 เจ้าหน้าที่ Fed ส่วนใหญ่เคยประมาณการว่าอัตราดอกเบี้ยปกติจะอยู่ที่ 2.5% แต่จากข้อมูลล่าสุด ณ ปัจจุบัน ค่ามัธยฐาน (Median Forecast) ของการคาดการณ์ดังกล่าวได้ขยับสูงขึ้นเป็น 3.0% แล้ว. การปรับเพิ่มการคาดการณ์นี้อาจส่งผลให้เจ้าหน้าที่ Fed มีแนวโน้มที่จะเริ่มพิจารณาการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในรอบถัดไปได้เร็วขึ้น หากข้อมูลเศรษฐกิจที่กำลังจะมีการเผยแพร่ในสัปดาห์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งข้อมูลตลาดแรงงานและอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ออกมาสอดคล้องกับเป้าหมาย.
แนวโน้มเศรษฐกิจโลกปี 2026: การเติบโตปานกลางและการผ่อนคลายนโยบายที่ไม่สม่ำเสมอ
ในส่วนของภาพรวมเศรษฐกิจโลก รายงานจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) มีการปรับประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 ขึ้นเล็กน้อย. IMF คาดการณ์การเติบโตที่ 3.3% สำหรับปี 2026 และ 3.2% สำหรับปี 2027 ในขณะที่ World Bank คาดการณ์ที่ 2.6%–2.7% โดยมีการปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณการครั้งก่อน. บทสรุปโดยรวมคือเศรษฐกิจโลกกำลังจะขยายตัวใน “อัตราที่สมเหตุสมผล แม้ว่าจะไม่น่าตื่นเต้นเป็นพิเศษ” ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่กว่า 3% เล็กน้อย.
นักวิเคราะห์จาก Macfarlanes ชี้ว่า ในช่วงเข้าสู่ปี 2026 เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงและการผ่อนคลายทางการเงินที่เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่ไม่สม่ำเสมอ ท่ามกลางความแตกต่างด้านนโยบายที่กว้างขึ้น. ภาวะที่แตกต่างกันนี้เป็นผลมาจากความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค
ความแตกต่างของตลาด: จีนและยุโรปแซงหน้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ความน่าสนใจอีกประการที่ถูกเน้นย้ำในบทวิเคราะห์คือ ผลตอบแทนของตลาดหุ้นในประเทศจีนและยุโรปได้ทำผลงานเหนือกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อพิจารณาในแง่ของมูลค่าเงินดอลลาร์เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี. นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยในบางประเทศก็ปรับตัวลดลง โดยมีรายงานว่าประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้กลับไปใช้อัตราดอกเบี้ยศูนย์อีกครั้ง. ความผันผวนและความแตกต่างทางนโยบายนี้ตอกย้ำถึงสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีการกระจายตัวของความเสี่ยงและโอกาสในการลงทุนที่แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค.
บทสรุปสำหรับนักลงทุนไทย
โดยสรุป การตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยของ Fed ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างเสถียรภาพในตลาดการเงินโลกในระยะสั้น ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ถูกปรับประมาณการขึ้นเล็กน้อยถือเป็นสัญญาณบวก แต่การดำเนินนโยบายทางการเงินที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะการผ่อนคลายทางการเงินที่ไม่เท่าเทียมกัน ยังคงเป็นความท้าทายที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อค่าเงินบาทและการไหลเข้าออกของเงินทุนระหว่างประเทศ
แหล่งที่มา: Bloomberg, CNBC, Reuters (รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2026)


















