ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดการเงินโลกจับตา “เฟด” จ่อหั่นดอกเบี้ยเดือนธันวาคม หลังสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัว

0
76






ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดการเงินโลกจับตา “เฟด” จ่อหั่นดอกเบี้ยเดือนธันวาคม


ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดการเงินโลกจับตา “เฟด” จ่อหั่นดอกเบี้ยเดือนธันวาคม หลังสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัว

ศูนย์กลางการเงินโลกกำลังจับจ้องไปยังการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ในเดือนธันวาคมนี้อย่างใกล้ชิด ภายหลังมีรายงานจากสามสำนักข่าวการเงินยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ที่ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกครั้งมีสูงถึง 80-87% ซึ่งจะเป็นการส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของวัฏจักรนโยบายการเงินสหรัฐฯ และส่งผลกระทบต่อตลาดทุนทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คาดการณ์ลดดอกเบี้ย 25 Basis Point สานต่อจากเดือนตุลาคม

รายงานข่าวระบุว่า ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดของสหรัฐฯ ทั้งในส่วนของการจ้างงานภาคเอกชนที่เริ่มชะลอตัวลง และสัญญาณเงินเฟ้อที่ปรับตัวเข้าสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ตลาดเพิ่มความคาดหวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยเครื่องมือวิเคราะห์ของตลาด (เช่น CME FedWatch Tool) ได้ประเมินความน่าจะเป็นของการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% (25 Basis Point) ในการประชุมช่วงวันที่ 9-10 ธันวาคม 2568 ว่าอยู่ในระดับที่สูงมาก การปรับลดครั้งนี้ หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นการปรับลดครั้งที่สามติดต่อกันในรอบปี 2568 หลังจากที่มีการปรับลดไปแล้วในการประชุมรอบเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

ผู้เชี่ยวชาญจากวาณิชธนกิจหลายแห่งชี้ว่า การที่ Fed เริ่มวงจรการปรับลดดอกเบี้ยเป็นการสะท้อนว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อได้คลี่คลายลงอย่างมีนัยสำคัญ และธนาคารกลางกำลังหันมาให้ความสำคัญกับการประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เผชิญกับความเสี่ยงจากภาวะชะลอตัว

ตลาดหุ้นพุ่งรับข่าวดี: S&P 500 ตอบสนองเชิงบวก

ผลตอบรับต่อความคาดหวังดังกล่าวปรากฏชัดในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนีหลักอย่าง S&P 500 ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนจนถึงต้นเดือนธันวาคม นักลงทุนมองว่าการลดอัตราดอกเบี้ยจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินของบริษัทต่างๆ และกระตุ้นการลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อราคาหุ้น รายงานวิเคราะห์ย้อนหลังยังชี้ให้เห็นว่า ในช่วง 12 เดือนแรกหลังจากที่ Fed เริ่มต้นวงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ดัชนี S&P 500 โดยเฉลี่ยมีผลตอบแทนประมาณ 14.1% ซึ่งเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้นักลงทุนเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยง

อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์จากบางสำนักข่าวเตือนว่า แม้ตลาดจะมีความหวังสูง แต่เจ้าหน้าที่ Fed เองยังมีความเห็นที่แตกออกเป็นสองฝ่ายเกี่ยวกับการลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม ซึ่งอาจทำให้การตัดสินใจยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ตลาดพันธบัตรและผลกระทบต่อสกุลเงินโลก

นอกเหนือจากตลาดหุ้นแล้ว ตลาดตราสารหนี้ก็มีการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนเช่นกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury Yields) ได้ปรับตัวลดลงตามความคาดหวังของการลดดอกเบี้ย การลดลงของ Yields ส่งผลให้ราคาพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่ถือครองตราสารหนี้ ขณะที่ในตลาดเงิน สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) มีแนวโน้มอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่าส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ จะลดลง

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสหรัฐฯ เท่านั้น รายงานข่าวจาก Reuters และ CNBC ยังเน้นย้ำถึงผลกระทบต่อตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) และประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งต้นทุนการกู้ยืมและภาระหนี้จะเบาลงหาก Fed ลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของตลาดเอเชียและยุโรปก็ได้รับแรงหนุนเชิงบวก โดยดัชนีหุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้นตามทิศทางของวอลล์สตรีท

บทสรุปและมุมมองในอนาคต

โดยสรุป การรายงานข่าวจากสามสำนักข่าวการเงินยักษ์ใหญ่ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของตลาดต่อการผ่อนคลายทางการเงินของ Fed แม้ว่าการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะยังคงอยู่ในมือของคณะกรรมการ FOMC แต่สัญญาณที่ปรากฏออกมาในขณะนี้กำลังกำหนดทิศทางการลงทุนทั่วโลกในช่วงท้ายปี 2568 และต่อเนื่องไปถึงปี 2569 นักลงทุนจึงควรติดตามถ้อยแถลงของประธาน Fed อย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินความชัดเจนของทิศทางนโยบายในระยะถัดไป เนื่องจากนโยบายของ Fed ยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่ทรงอิทธิพลที่สุดในระบบการเงินโลก.

รายงาน: สังเคราะห์ข้อมูลจาก Bloomberg, CNBC, Reuters