ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกปั่นป่วนหนัก หลังสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ทวีความรุนแรง

0
77





ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกปั่นป่วนหนัก หลังสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ทวีความรุนแรง


ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกปั่นป่วนหนัก หลังสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ทวีความรุนแรง

(รายงานพิเศษ)

สำนักข่าวการเงินยักษ์ใหญ่ของโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ได้รายงานตรงกันถึงสถานการณ์ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลกอย่างฉับพลันและรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อน.

มาตรการตอบโต้ที่นำไปสู่ความผันผวนครั้งใหญ่

รายงานข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, และ Reuters ชี้ให้เห็นว่า การเผชิญหน้าทางการค้าครั้งล่าสุดนี้เป็นผลมาจากการตอบโต้กันไปมาระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ. เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 สหรัฐฯ ได้ประกาศยกระดับภาษีนำเข้าสินค้าบางประเภทจากจีนขึ้นอย่างกะทันหัน จากเดิม 30% เป็น 100% โดยมีผลบังคับใช้ทันที เพื่อตอบโต้มาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายาก (Rare Earth) ของจีนที่มีผลตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568. แร่หายากเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมไฮเทคของสหรัฐฯ ทั้งในด้านการผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์ทางทหาร.

มาตรการของทั้งสองฝ่ายได้สร้างความกังวลอย่างหนักต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่า อัตราภาษีนำเข้าโดยเฉลี่ยของสหรัฐฯ อาจพุ่งสูงขึ้นเป็นประมาณ 13.5% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ.

ตลาดหุ้นดิ่งเหว – ภาคเซมิคอนดักเตอร์รับผลกระทบหนักสุด

ทันทีที่มีการประกาศมาตรการตอบโต้ดังกล่าว ตลาดหุ้นทั่วโลกได้ตอบสนองด้วยความผันผวนอย่างรุนแรง. ดัชนีหลักในตลาดสหรัฐฯ เช่น Dow Jones และ S&P 500 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญในวันทำการถัดมา ขณะที่ตลาดหุ้นในเอเชียและยุโรปก็ได้รับแรงกระแทกอย่างหนักเช่นกัน.

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ ภาคเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูง. หุ้นของบริษัทผลิตชิปรายใหญ่หลายแห่ง อาทิ Micron Technology และ GlobalFoundries ปรับตัวลดลงมากกว่า 2% ในการซื้อขายวันเดียว ขณะที่ Intel ก็ประสบภาวะราคาหุ้นลดลงอย่างต่อเนื่อง. การควบคุมการส่งออกแร่หายากของจีนส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีอวกาศของสหรัฐฯ และพันธมิตร.

มุมมองนักวิเคราะห์: ห่วงโซ่อุปทานต้องถูกคิดใหม่

ผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำต่างแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ความตึงเครียดครั้งนี้จะเร่งให้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ต้องเร่งรัดการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ครั้งใหญ่. ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงระดับโลกรายหนึ่งกล่าวผ่าน Reuters ว่า “การควบคุมการส่งออกของจีนในครั้งนี้ได้จุดชนวนสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนขึ้นอีกครั้ง และบีบให้บริษัทอเมริกันต้องทบทวนห่วงโซ่อุปทานของตนอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่พึ่งพาแร่หายากและเทคโนโลยีสำคัญ”.

ในขณะที่ตลาดโดยรวมเผชิญกับแรงกดดัน แต่ก็มีรายงานจาก Bloomberg ที่ระบุว่า บางส่วนของหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังคงมีแรงซื้อเข้ามา เนื่องจากนักลงทุนบางกลุ่มยังคงเดิมพันว่า ความตึงเครียดจะคลี่คลายลงในท้ายที่สุด หรือบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้จะสามารถปรับตัวเข้ากับข้อจำกัดใหม่ได้อย่างรวดเร็ว. อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนยังคงปกคลุมตลาดอย่างหนาแน่น.

ผลกระทบต่อประเทศไทยและภูมิภาค

สำหรับประเทศไทยและกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์โลก สถานการณ์นี้ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง. การหยุดชะงักของการไหลเวียนวัตถุดิบสำคัญ เช่น แร่หายากและชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ จะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและส่งออกของไทยโดยตรง. รัฐบาลและภาคเอกชนจึงต้องเฝ้าระวังและเตรียมมาตรการรองรับเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป.

โดยสรุปแล้ว ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, และ Reuters ในปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 นี้ ได้ตอกย้ำถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงอยู่ภายใต้ร่มเงาของสงครามการค้าและนโยบายกีดกันทางการค้าที่เข้มข้นขึ้น การจับตาดูทิศทางการเจรจาและการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจึงเป็นสิ่งที่ทั่วโลกให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิด.