ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกพุ่งแรงจากหุ้นเทคฯ AI แต่ยังคงระวังท่าที ‘เฟด’ เรื่องดอกเบี้ย
สำนักข่าวชั้นนำระดับโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC, และ Reuters รายงานตรงกันถึงภาพรวมตลาดการเงินทั่วโลกในช่วงปลายปี 2025 ที่ยังคงเต็มไปด้วยความผันผวน แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงซื้อในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะเดียวกัน สายตาของนักลงทุนยังคงจับจ้องไปยังการตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งเป็นปัจจัยมหภาคที่ยังคงสร้างความไม่แน่นอนให้กับทิศทางเศรษฐกิจโลก
คลื่นยักษ์ AI หนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ สร้างสถิติใหม่
รายงานจาก Bloomberg ชี้ให้เห็นว่า ดัชนีหลักในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะ S&P 500 ได้พุ่งทะยานทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า “Big Tech”. หุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่าง Nvidia Corp. ยังคงเป็นหัวหอกสำคัญที่ช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก หลังจากที่ตลาดเคยเผชิญกับแรงเทขายในช่วงต้นปี.
ด้าน Reuters เสริมว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าผลประกอบการไตรมาสที่สองของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 6.7 เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยมีบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เป็นผู้ที่สร้างผลกำไรส่วนใหญ่ให้แก่ตลาด. การเติบโตนี้สะท้อนให้เห็นถึงการที่ภาคธุรกิจเริ่มนำเทคโนโลยี AI มาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้นักลงทุนเข้าซื้อหุ้นในกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีสัญญาณเตือนให้ระมัดระวังจากนักวิเคราะห์บางส่วนว่ามูลค่าหุ้นอาจสูงเกินไปก็ตาม.
ความไม่แน่นอนจาก ‘เฟด’ ยังเป็นปัจจัยถ่วงตลาด
ในขณะที่ความคึกคักของหุ้นกลุ่มเทคฯ สร้างความหวังให้กับตลาด แต่ปัจจัยมหภาคจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต้องใช้ความระมัดระวัง. รายงานจากหลายสำนัก รวมถึง CNBC และ Bloomberg วิเคราะห์ว่า หลังจากที่ Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงเมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ นักลงทุนได้เริ่มคาดการณ์ถึงโอกาสในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างน้อย 2 ครั้งภายในปีเดียวกัน.
อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นของผู้กำหนดนโยบายของ Fed ยังคงเป็นไปอย่างผสมผสาน โดยบางส่วนยังคงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการคงอัตราดอกเบี้ยไว้เพื่อป้องกันการกลับมาของเงินเฟ้อ. นางเจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (อ้างอิงจาก Bloomberg News) เคยกล่าวไว้ว่า อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะเป็น “ผลดี” ต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในภาพรวม ซึ่งยิ่งเพิ่มความซับซ้อนในการคาดเดาทิศทางของนโยบายการเงินในระยะถัดไป.
นักวิเคราะห์เตือน: สัญญาณผสมในตลาดเอเชีย
สำหรับตลาดในภูมิภาคเอเชียและประเทศไทย บทวิเคราะห์จากทั้งสามสำนักข่าวชี้ว่าได้รับผลกระทบจากทั้งสองปัจจัยพร้อมกัน. การที่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูงส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่า ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนที่ไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets).
ในทางกลับกัน ความคึกคักของหุ้นเทคโนโลยีระดับโลกได้ส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมในตลาดเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศที่มีซัพพลายเชนเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI. นักวิเคราะห์จาก CNBC จึงสรุปว่า ตลาดกำลังเผชิญกับภาวะที่ “Corporate Optimism” (ความเชื่อมั่นในภาคบริษัท) แข็งแกร่งกว่า “Macroeconomic Uncertainty” (ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาค) ในระยะสั้น แต่ยังคงต้องจับตาดูการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพราะนโยบายของ Fed ยังคงเป็น “ตัวแปรหลัก” ที่กำหนดทิศทางของตลาดการเงินโลกในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้.
รายงานโดย: ทีมข่าวการเงินโลก อ้างอิงจาก Bloomberg, CNBC, และ Reuters
อ้างอิง:


















