ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกจับตา “เฟด” ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยครั้งประวัติการณ์ ธันวาคม 2568

0
114






ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกจับตา “เฟด” ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยครั้งประวัติการณ์ ธันวาคม 2568


ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกจับตา “เฟด” ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยครั้งประวัติการณ์ ธันวาคม 2568

สำนักข่าวเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ต่างรายงานตรงกันถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) โดยมีแนวโน้มสูงที่จะเริ่มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนธันวาคมนี้ หรืออย่างช้าที่สุดคือต้นปี 2569 หลังตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างชัดเจน ซึ่งจะเป็นแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย

รายงานวิเคราะห์จากผู้สื่อข่าวและนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำที่เผยแพร่ผ่านสามสำนักข่าวหลักเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่า การตัดสินใจของ Fed ได้เปลี่ยนจุดสนใจจากการต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) ไปสู่การประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการเปิดเผยรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls) ล่าสุดที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ของตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขดังกล่าวเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้ว่ามาตรการทางการเงินที่เข้มงวดตลอดหลายปีที่ผ่านมาเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและครัวเรือนอย่างชัดเจน

Bloomberg รายงานว่า “นักลงทุนในตลาดฟิวเจอร์สของสหรัฐฯ ได้เพิ่มน้ำหนักการคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 25 จุดพื้นฐาน (basis points) ในการประชุมเดือนธันวาคมเป็นมากกว่า 70% ซึ่งถือเป็นฉันทามติของตลาด (Market Consensus) ในขณะนี้” การเปลี่ยนแปลงนี้ได้รับแรงหนุนจากข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงอัตราการว่างงานที่ขยับสูงขึ้นเล็กน้อย และการเติบโตของค่าจ้างที่เริ่มชะลอตัวลง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ Fed มีช่องว่างในการผ่อนคลายนโยบายมากขึ้น

ด้าน CNBC ได้เน้นย้ำถึงผลกระทบต่อตลาดหุ้น โดยระบุว่า “ดัชนีหลักในวอลล์สตรีทตอบรับข่าวเชิงบวกนี้ด้วยการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มเติบโต (Growth Stocks) ซึ่งอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยสูง” นักวิเคราะห์จาก CNBC ชี้ว่า การลดดอกเบี้ยของ Fed จะช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทต่างๆ และกระตุ้นการลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดกระทิง (Bull Market) ในช่วงปลายปี

ขณะที่ Reuters ให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศกำลังพัฒนา โดยระบุว่า “การผ่อนคลายนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ จะนำมาซึ่งการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และส่งผลให้เงินทุนไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ในเอเชียและละตินอเมริกา” สำหรับประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นี่เป็นโอกาสที่ธนาคารกลางในท้องถิ่น (เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย) จะสามารถพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามได้ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังคงเปราะบาง

นักเศรษฐศาสตร์จาก Morgan Stanley ซึ่งให้สัมภาษณ์กับ Reuters คาดการณ์ว่า แม้ว่าเงินเฟ้อทั่วโลกจะชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องในปี 2568 แต่แรงกดดันด้านราคาในสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าภูมิภาคอื่นเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม แรงงานที่อ่อนแอลงได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ Fed ต้องเร่งดำเนินการเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในปี 2569

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้ปราศจากความเสี่ยง โดยผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังคงกังวลว่า การลดดอกเบี้ยที่เร็วเกินไปอาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีความยืดหยุ่นกว่าที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม ณ วันที่ 4 ธันวาคม 2568 ทิศทางของตลาดและฉันทามติของสำนักข่าวชั้นนำทั่วโลกได้พุ่งเป้าไปที่ “จุดสิ้นสุดของวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น” และการเริ่มต้นของยุคผ่อนคลายนโยบายการเงินครั้งใหม่

สำหรับนักลงทุนและภาคธุรกิจไทย การติดตามการประชุมของ Fed ในช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจะส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินบาท ทิศทางของตลาดหุ้นไทย และต้นทุนทางการเงินของประเทศ

สรุปประเด็นหลักจาก 3 สำนักข่าว (Bloomberg, CNBC, Reuters)

  • นโยบาย Fed: คาดการณ์สูงว่าจะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 25-50 bps ในเดือน ธ.ค. 2568 หรือ ม.ค. 2569
  • ปัจจัยขับเคลื่อน: ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐฯ ที่อ่อนแอลงอย่างชัดเจน
  • ผลกระทบต่อตลาด: ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น, เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง
  • ผลกระทบต่อโลก: เงินทุนไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) เปิดโอกาสให้ธนาคารกลางเอเชียลดดอกเบี้ยตาม