หน้าแรก ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์ ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกรับข่าวดีเฟดลดดอกเบี้ย น้ำมันพุ่งจากความตึงเครียด

ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกรับข่าวดีเฟดลดดอกเบี้ย น้ำมันพุ่งจากความตึงเครียด

0
106






ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกรับข่าวดีเฟดลดดอกเบี้ย น้ำมันพุ่งจากความตึงเครียด


ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกรับข่าวดีเฟดลดดอกเบี้ย น้ำมันพุ่งจากความตึงเครียด

ตลาดการเงินโลกต้อนรับการตัดสินใจครั้งสำคัญของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตามความคาดหมาย ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในตลาดน้ำมันกลับตึงเครียดขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา ได้กระตุ้นให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นับเป็นสภาวะที่ตลาดต้องรับมือกับทั้งปัจจัยบวกและลบในเวลาเดียวกัน

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จุดพลุตลาดหุ้น: รายงานจาก Bloomberg และ CNBC

แหล่งข่าวจาก Bloomberg รายงานว่า การประชุมครั้งสุดท้ายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ในปี 2568 ได้ข้อสรุปให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25 จุดพื้นฐาน (basis points) ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ โดยมีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง และบรรเทาภาระดอกเบี้ยของภาคธุรกิจ

การตัดสินใจดังกล่าวได้ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นหลักของสหรัฐฯ ทั้ง S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างคึกคัก โดยดัชนี S&P 500 เข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้งหลังการประกาศ นักวิเคราะห์จาก CNBC ชี้ว่า แม้การลดดอกเบี้ยจะเป็นไปตามความคาดหวัง แต่ถ้อยแถลงของประธานเจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ที่แสดงท่าทีในการดำเนินนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป (cautious stance) ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อๆ ไป ได้ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่า Fed ยังคงให้ความสำคัญกับการควบคุมภาวะเงินเฟ้อที่อาจกลับมาได้

นอกจากนี้ รายงานยังระบุอีกว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) ได้อ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ โดยเฉพาะเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) เนื่องจากนักลงทุนเริ่มโยกย้ายเงินทุนไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น (risk-on assets) สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลกที่กำลังดีขึ้น หลังจากการผ่อนคลายนโยบายการเงินของ Fed

ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง: ความตึงเครียดสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา รายงานจาก Reuters

ในขณะที่ตลาดหุ้นกำลังเฉลิมฉลอง ข่าวจาก Reuters รายงานถึงความผันผวนครั้งใหญ่ในตลาดพลังงาน โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) และน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ได้ปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาคือความกังวลด้านอุปทาน (supply disruptions) ที่เชื่อมโยงกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา

นักวิเคราะห์ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Market Analysts) ที่ให้สัมภาษณ์กับ Reuters ระบุว่า แม้จะมีรายงานและข้อมูลที่บ่งชี้ถึงปริมาณน้ำมันดิบล้นตลาดในบางช่วง แต่ความเสี่ยงที่การผลิตหรือการขนส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลาจะหยุดชะงัก อันเป็นผลมาจากการคว่ำบาตรที่อาจเกิดขึ้น หรือมาตรการตอบโต้ทางการค้าจากสหรัฐฯ ได้กลายเป็นปัจจัยที่เหนือกว่าความกังวลด้านอุปทานส่วนเกิน ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นนี้เป็นการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังจากที่ราคาเคยปรับลดลงไปกว่า 4% ในสัปดาห์ก่อนหน้า

นอกจากนี้ องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้เปิดเผยรายงานในเดือนธันวาคม 2568 ว่า อุปสงค์น้ำมันโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 830,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2569 ท่ามกลางแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคและการค้าที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนราคาในระยะยาว

ภาพรวมเศรษฐกิจโลก: การจัดการความเสี่ยงที่ซับซ้อน

โดยสรุปแล้ว รายงานข่าวจากสำนักข่าวชั้นนำทั้งสามแห่งชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ช่วงที่มีความซับซ้อนมากขึ้น การตัดสินใจของ Fed ได้ส่งสัญญาณบวกต่อตลาดทุนทั่วโลกและกระตุ้นการลงทุน แต่ในขณะเดียวกัน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคสำคัญของโลกยังคงเป็นความเสี่ยงหลักที่คุกคามเสถียรภาพของราคาพลังงานและต้นทุนการผลิต

นักลงทุนทั่วโลกจึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่า การผ่อนคลายนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่จะสามารถชดเชยผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นได้มากน้อยเพียงใด และการเจรจาทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลาจะนำไปสู่การลดความตึงเครียดและสร้างความแน่นอนให้กับอุปทานน้ำมันโลกได้หรือไม่ในไตรมาสแรกของปี 2569