ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ธนาคารกลางทั่วโลกดำเนินนโยบายต่างกัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งต่อด้วยแรงหนุนจากกลุ่มเทคโนโลยี
(2 ธันวาคม 2568) รายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวการเงินชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ระบุถึงภาพรวมตลาดการเงินโลกในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า มีความผันผวนและแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนในแต่ละภูมิภาค โดยเฉพาะการตัดสินใจของธนาคารกลางที่ส่งผลต่อการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยในอนาคต ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องด้วยแรงขับเคลื่อนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่
นโยบายการเงินโลกที่แตกต่าง: นิวซีแลนด์ลดดอกเบี้ย สวนทางยุโรปและอังกฤษ
ประเด็นหลักที่ตลาดให้ความสนใจคือการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในการรับมือกับภาวะเงินเฟ้อและเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) ได้ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Official Cash Rate: OCR) ลง 25 จุดพื้นฐานสู่ระดับ 2.25% ในการประชุมเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน
การตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ และส่งสัญญาณว่าวงจรการผ่อนคลายทางการเงินของ RBNZ ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ (NZD) มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในระยะสั้น ท่ามกลางความเชื่อมั่นว่า RBNZ อาจจะหยุดการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในไม่ช้า
ในทางกลับกัน ธนาคารกลางในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ยังคงเลือกที่จะระมัดระวัง ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 4% ในการประชุมเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน เช่นเดียวกับธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางสวีเดน (Riksbank) ที่มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้เช่นกัน โดยการคงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลักเหล่านี้สะท้อนถึงความกังวลที่ยังคงมีอยู่ต่ออัตราเงินเฟ้อที่แม้จะเริ่มชะลอตัวลง แต่ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายในหลายประเทศ
วอลล์สตรีททำสถิติใหม่: หุ้นเทคโนโลยีขับเคลื่อน S&P 500
ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงแสดงความแข็งแกร่งเป็นพิเศษ โดยดัชนี S&P 500 และ Dow Jones Industrial Average ปิดบวกเป็นเดือนที่เจ็ดติดต่อกันในเดือนพฤศจิกายน แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (AI Mega-Caps) ซึ่งยังคงเป็นที่ต้องการของนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง ดัชนี S&P 500 ได้พุ่งขึ้นจนใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ 6,800 จุดตามที่นักวิเคราะห์บางรายคาดการณ์ไว้
อย่างไรก็ตาม ตลาดก็เผชิญกับช่วงเวลาที่ผันผวนในช่วงกลางเดือน หลังจากที่เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ส่งสัญญาณที่ระมัดระวังเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม แม้ว่านักลงทุนจะยังคงคาดหวังว่า Fed จะเริ่มวงจรการปรับลดดอกเบี้ยในปี 2569 โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ย Fed Funds Rate จะอยู่ที่ประมาณ 3.6% ภายในสิ้นปี 2569 แต่ความเห็นที่แตกต่างกันของเจ้าหน้าที่ Fed ทำให้ตลาดต้องประเมินสถานการณ์ใหม่อยู่เสมอ
สถานการณ์ราคาน้ำมันและอุปสงค์จากเอเชีย
ในส่วนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบยังคงมีเสถียรภาพ โดยซื้อขายอยู่ที่ระดับใกล้เคียง 61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ตลาดน้ำมันจับตาดูความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานทั่วโลกอย่างใกล้ชิด
รายงานจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า อัตราการเติบโตของความต้องการน้ำมันทั่วโลกได้ฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ 920,000 บาร์เรลต่อวันในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักมาจากการฟื้นตัวของอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในประเทศจีน การฟื้นตัวของอุปสงค์ในเอเชียนี้เป็นสัญญาณบวกสำหรับเศรษฐกิจภูมิภาค แต่ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันยังคงทรงตัวในระดับสูง
โดยสรุป ภาพรวมข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ในช่วงของการปรับตัว โดยมีการดำเนินนโยบายการเงินที่หลากหลายเพื่อรับมือกับสภาพเศรษฐกิจเฉพาะของแต่ละประเทศ ขณะที่ตลาดทุนยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากนวัตกรรมเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการเติบโตที่ไม่สม่ำเสมอแต่มีความยืดหยุ่นในบางภาคส่วนของเศรษฐกิจโลก
รายงานโดยทีมข่าวการเงินโลก อ้างอิงจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters
อ้างอิง:


















