ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ธนาคารกลางสหรัฐฯ คงดอกเบี้ย แต่ส่งสัญญาณ ‘เข้มงวด’ ตลาดโลกผันผวนหนัก

0
120






ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters


ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ธนาคารกลางสหรัฐฯ คงดอกเบี้ย แต่ส่งสัญญาณ ‘เข้มงวด’ ตลาดโลกผันผวนหนัก

รายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ประสานเสียงกันถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในการประชุมเดือนธันวาคม ที่มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตามเดิม แต่ถ้อยแถลงที่แข็งกร้าวเกินคาด (Hawkish Tone) ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดการเงินทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นและพันธบัตรที่เผชิญกับแรงเทขายอย่างหนักในช่วงเวลาที่เหลือของปี

Fed คงดอกเบี้ยตามคาด แต่ย้ำ “การต่อสู้เงินเฟ้อยังไม่จบ” (รายงานจาก Reuters)

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมในช่วง 5.25% – 5.50% ซึ่งเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้. อย่างไรก็ตาม จุดที่สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดคือ “Dot Plot” หรือแผนภาพแสดงการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการ ซึ่งบ่งชี้ว่า Fed จะมีการลดอัตราดอกเบี้ยน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ในปี 2026.

นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ได้กล่าวในการแถลงข่าวว่า แม้ตัวเลขเงินเฟ้อจะชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง แต่การเติบโตของค่าจ้างและตลาดแรงงานที่ยังคงแข็งแกร่งเกินไป อาจทำให้ความพยายามในการควบคุมเงินเฟ้อต้องใช้เวลานานกว่าที่คาด. Reuters เน้นย้ำว่า การส่งสัญญาณเช่นนี้เป็นการดับความหวังของนักลงทุนที่คาดหวังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วในช่วงต้นปีหน้า และเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ Fed ที่จะทำให้เงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% อย่างยั่งยืน แม้จะต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ตาม

แรงเทขายในตลาดพันธบัตรและหุ้น: ดัชนี S&P 500 ร่วงหนัก (รายงานจาก Bloomberg)

Bloomberg ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในด้านการวิเคราะห์ตลาดการเงินเชิงลึก รายงานว่า ถ้อยแถลงที่แข็งกร้าวของ Fed ได้ส่งผลให้เกิดความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดพันธบัตร. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (Treasury Yield) ได้พุ่งสูงขึ้นทันที 15 Basis Points แตะระดับ 4.75% ซึ่งสะท้อนถึงการปรับตัวของต้นทุนทางการเงินในระยะยาว. การเพิ่มขึ้นของ Bond Yields ได้สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อตลาดหุ้น โดยดัชนี S&P 500 ปิดตลาดด้วยการลดลงกว่า 1.8% ซึ่งเป็นการร่วงลงในวันเดียวที่หนักที่สุดในรอบสามเดือน.

รายงานของ Bloomberg ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) เนื่องจากนักลงทุนได้ประเมินมูลค่าบริษัทเหล่านี้ใหม่ภายใต้อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและนานขึ้น (Higher-for-Longer). นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็แข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ ทั่วโลก เนื่องจากนักลงทุนมองว่า Fed จะยังคงเป็นธนาคารกลางหลักที่รักษาความเข้มงวดทางการเงินไว้ ทำให้เกิดความกังวลต่อกระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงประเทศไทย

ผลกระทบต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่อ่อนไหว (รายงานจาก CNBC)

CNBC ซึ่งมีจุดเด่นในการนำเสนอข่าวสารและบทสัมภาษณ์จากภาคธุรกิจโดยตรง ได้มุ่งเน้นไปที่ผลกระทบของการตัดสินใจของ Fed ต่อภาคส่วนที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย. ภาคอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัยเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน โดยราคาหุ้นของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และบริษัทสินเชื่อที่อยู่อาศัยลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยจำนอง (Mortgage Rates) มีแนวโน้มที่จะทรงตัวในระดับสูงต่อไป.

นอกจากนี้ CNBC ยังได้สัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงหลายรายในภาคการผลิต ซึ่งแสดงความกังวลว่า ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นจะส่งผลให้การลงทุนในโครงการขยายธุรกิจและการจ้างงานต้องถูกชะลอออกไป. ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ที่ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ระบุว่า แม้การตัดสินใจของ Fed จะช่วยลดความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะยาว แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) ในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า. การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ Fed จึงเป็นดาบสองคมที่นักลงทุนและภาคธุรกิจทั่วโลกต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์การลงทุนและการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางการเงินใหม่ที่เข้มงวดขึ้น

เรียบเรียงจาก: Bloomberg, CNBC, Reuters