ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด ตลาดโลกพุ่งทำสถิติ
วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม 2568 | รายงานข่าวจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลก
รายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวทางการเงินชั้นนำของโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้เผยแพร่ข้อมูลที่สอดคล้องกันถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัญญาณที่บ่งชี้ว่า Fed อาจเริ่มดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้สำหรับช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งส่งผลให้ตลาดการเงินทั่วโลกตอบรับในเชิงบวกอย่างรุนแรง.
Bloomberg: ตลาดหุ้นโลกทำสถิติใหม่ เงินดอลลาร์อ่อนค่า
Bloomberg รายงานว่า ทันทีที่รายงานการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ฉบับย่อถูกเปิดเผย ซึ่งมีเนื้อหาที่เน้นย้ำถึงความกังวลที่ลดลงเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ ตลาดหุ้นทั่วโลกก็พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ในวันจันทร์นี้. ดัชนีหลักในวอลล์สตรีท ทั้ง S&P 500 และ Nasdaq ต่างปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่ได้รับอานิสงส์อย่างมากจากต้นทุนการกู้ยืมที่ถูกลง.
นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ได้อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องและเคลื่อนไหวใกล้ระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงทำให้ความน่าดึงดูดของเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ ลดลง. นักวิเคราะห์ของ Bloomberg ชี้ว่า นักลงทุนกำลังกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง (Risk Assets) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเตรียมรับมือกับสภาพแวดล้อมทางการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นในปีหน้า.
CNBC: ความเชื่อมั่นนักลงทุนพุ่งสูง คาดการณ์ลดดอกเบี้ยชัดเจนขึ้น
ด้าน CNBC ได้มุ่งเน้นไปที่ปฏิกิริยาและความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยระบุว่า ตลาดได้ “ส่งเสียงเชียร์” สัญญาณการลดอัตราดอกเบี้ยของประธาน Fed แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีความไม่แน่ใจก็ตาม. เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group ที่อ้างอิงจากราคาฟิวเจอร์ส ชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนได้เพิ่มความน่าจะเป็นที่ Fed จะลดอัตราดอกเบี้ยลง 25 Basis Points ในการประชุมเดือนมกราคมปีหน้าอย่างมีนัยสำคัญ.
รายงานยังระบุอีกว่า การที่ Fed ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด ได้ช่วยคลายความกังวลของนักลงทุนที่เคยมีต่อข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงก่อนหน้านี้ โดยมองว่าการลดดอกเบี้ยคือการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) เพื่อสนับสนุนตลาดแรงงานและเศรษฐกิจโดยรวม.
Reuters: การวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์และเหตุผลเบื้องหลัง
ขณะที่ Reuters ได้นำเสนอการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจของ Fed โดยชี้ว่า การที่อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ถูกควบคุมได้แล้วนั้น ทำให้ Fed มีช่องว่าง (Room) มากขึ้นในการพิจารณาการปรับลดอัตราดอกเบี้ย. นักเศรษฐศาสตร์จาก ING Think เห็นด้วยว่า ผลกระทบของอัตราภาษีนำเข้า (Tariff Impact) จะถึงจุดสูงสุดในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 หลังจากนั้นราคาพลังงานและค่าเช่าที่อยู่อาศัยที่ชะลอตัวลงจะช่วยให้เงินเฟ้อลดลงอย่างต่อเนื่อง.
Reuters ยังได้อ้างถึงการคาดการณ์จาก LPL Research ซึ่งระบุว่า ตลาดคาดว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Fed Funds Rate) ลงมาอยู่ที่ประมาณ 3% ภายในปี 2569 โดยคาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี จะเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 3.75% ถึง 4.25%. การเคลื่อนไหวนี้เป็นไปตามทฤษฎีการเงินพื้นฐานที่ว่า การลดอัตราดอกเบี้ยจะช่วยลดต้นทุนการกู้ยืม กระตุ้นให้ธุรกิจต่างๆ ลงทุนและจ้างงานมากขึ้น ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ.
บทสรุปและผลกระทบต่อเศรษฐกิจภูมิภาค
โดยสรุปแล้ว การรายงานข่าวที่สอดประสานกันจากสามสำนักข่าวใหญ่ระดับโลกนี้ ได้ตอกย้ำถึงการสิ้นสุดของวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นและเป็นจุดเริ่มต้นของยุคดอกเบี้ยขาลงในสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากจะช่วยลดแรงกดดันต่อสกุลเงินท้องถิ่น และอาจกระตุ้นให้ธนาคารกลางในภูมิภาคมีโอกาสในการผ่อนคลายนโยบายการเงินตามไปด้วย. ตลาดการเงินทั่วโลกจึงปิดปี 2568 ด้วยความหวังและแรงผลักดันครั้งใหญ่จากนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ.
(ข่าวนี้สรุปจากรายงานและบทวิเคราะห์ของ Bloomberg, CNBC, และ Reuters โดยอ้างอิงข้อมูลเศรษฐกิจและการเงินที่เกี่ยวข้อง ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568)



















