ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดเดินหน้าลดดอกเบี้ย ความหวังใหม่ตลาดทุนไทย

0
73






ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดเดินหน้าลดดอกเบี้ย ความหวังใหม่ตลาดทุนไทย


ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดเดินหน้าลดดอกเบี้ย ความหวังใหม่ตลาดทุนไทย

สำนักข่าวการเงินชั้นนำระดับโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ต่างรายงานความคืบหน้าครั้งสำคัญของนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งได้กลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของตลาดการเงินทั่วโลก โดยเฉพาะการตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับสัญญาณชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และความผันผวนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โลก

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง

รายงานข่าวระบุว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ได้มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเป็นครั้งที่สองติดต่อกันในเดือนตุลาคม 2568 โดยลดลง 0.25% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ย Federal Funds Rate อยู่ในกรอบที่ 3.75% ถึง 4.00% การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นเพื่อสนับสนุนเป้าหมายทางเศรษฐกิจของประเทศ ท่ามกลางการประเมินว่าความเสี่ยงด้านการชะลอตัวมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ตลาดการเงินโลกยังคงมีความคาดหวังอย่างสูงว่า Fed จะดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกครั้งในการประชุมเดือนธันวาคม 2568 เนื่องจากข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่ลดลงต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความจำเป็นในการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นการเติบโต

ตลาดทุนไทยรับอานิสงส์ ความหวัง “ดอกเบี้ยขาลง”

สำหรับตลาดการเงินในภูมิภาคเอเชียและประเทศไทย การส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินของ Fed ได้ส่งผลกระทบในเชิงบวกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะต่อตลาดหุ้นไทย (SET Index) ซึ่งกลับมามีแรงซื้อและฟื้นตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเพิ่มขึ้นจากแนวโน้มที่กระแสเงินทุนจะไหลกลับเข้ามายังตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่า

ในส่วนของอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาท มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 32.7 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ประมาณ 32.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน 2568 อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทยังคงมีความผันผวนอยู่บ้างตามการดูดซับข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่ทยอยประกาศออกมา

แรงกดดันต่อ ธปท. และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

การดำเนินนโยบายของ Fed ได้สร้างแรงกดดันต่อ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในช่วงก่อนหน้า ได้มีกรรมการสองท่านลงคะแนนเสียงให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.50% เหลือ 1.25% เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ ภาคเอกชนและธนาคารพาณิชย์หลายแห่งต่างเรียกร้องให้ ธปท. พิจารณาผ่อนคลายเพิ่มเติม เพื่อลดภาระต้นทุนทางการเงินและกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศ

ขณะเดียวกัน รายงานจากสำนักข่าวชั้นนำยังคงเน้นย้ำถึงความเสี่ยงจาก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Tensions) และสงครามการค้าที่ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ถ่วงการเติบโตของเศรษฐกิจโลก แม้ว่าตลาดจะได้รับแรงหนุนจากความหวังเรื่องดอกเบี้ยขาลง แต่ความเสี่ยงจากการกีดกันทางการค้าและการบังคับใช้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและห่วงโซ่อุปทานของไทย

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยและโลกปี 2569

โดยสรุป ข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters ชี้ให้เห็นว่าทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนเข้าสู่ “วงจรขาลง” อย่างชัดเจน ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในปี 2569 สำหรับเศรษฐกิจไทย แนวโน้มโดยรวมยังคงคาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องในปี 2568 และ 2569 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของการส่งออก และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยังคงแนะนำให้นักลงทุนติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและมาตรการทางการค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยในระยะต่อไป

ที่มา: รวบรวมและวิเคราะห์จากรายงานข่าวของ Bloomberg, CNBC, และ Reuters