ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: 3 ประเด็นร้อนเศรษฐกิจโลกที่ต้องจับตา

0
106






ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters


วันพุธที่ 3 ธันวาคม 2568

ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: 3 ประเด็นร้อนเศรษฐกิจโลกที่ต้องจับตา

กรุงเทพฯ – สำนักข่าวเศรษฐกิจและการเงินระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ได้เผยแพร่รายงานข่าวสำคัญที่ส่งสัญญาณถึงความผันผวนและความท้าทายทางเศรษฐกิจโลกในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568 โดยมีประเด็นหลักที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายต้องให้ความสำคัญ ตั้งแต่การปรับฐานของตลาดทุนโลก ผลกระทบที่ล่าช้าของมาตรการภาษี ไปจนถึงวิกฤตหนี้สินของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

1. Bloomberg: ตลาดหุ้นและ Bitcoin ร่วง ขณะที่อุปสงค์น้ำมันจีนยังคงซบเซา

อ้างอิงจาก Bloomberg

ตลาดการเงินโลกเริ่มต้นเดือนธันวาคมด้วยสัญญาณการปรับฐานครั้งสำคัญ ภายหลังจากที่ดัชนี S&P 500 สามารถทำสถิติเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่เจ็ดในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ล่าสุดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (US equity futures) ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ปรับตัวลดลง เช่นเดียวกับตลาดพันธบัตร (Treasuries) นอกจากนี้ ตลาดสกุลเงินดิจิทัลก็เผชิญกับแรงเทขายเช่นกัน โดยราคา Bitcoin ได้ร่วงลงต่ำกว่าระดับ 87,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ในภาคส่วนพลังงาน รายงานข่าวจาก Bloomberg ยังชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่ากังวลสำหรับตลาดน้ำมัน โดยระบุว่าอุปสงค์น้ำมันดิบในประเทศจีนมีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่ในระดับต่ำและซบเซาต่อไปอย่างน้อยจนถึงช่วงกลางปี 2569 ซึ่งการที่ความต้องการจากประเทศผู้บริโภครายใหญ่ของโลกยังไม่ฟื้นตัว อาจเป็นปัจจัยกดดันราคาพลังงานและส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังอัตราเงินเฟ้อโลก

2. CNBC: ผลกระทบภาษีล่าช้าอาจนำไปสู่การลดจำนวนพนักงานในปี 2569

อ้างอิงจาก CNBC

CNBC ได้รายงานถึงความกังวลในภาคธุรกิจเกี่ยวกับผลกระทบของมาตรการภาษี (tariffs) ที่มีการบังคับใช้ก่อนหน้า ซึ่งเริ่มแสดงผลกระทบที่แท้จริงอย่างล่าช้าและอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อการจ้างงานในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ต่างออกมาเตือนว่า การปรับตัวของบริษัทต่างๆ ต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการภาษีเหล่านี้กำลังส่งผลกระทบต่อแผนการดำเนินงานและงบประมาณ

รายงานดังกล่าวระบุว่า ผลกระทบที่สะสมมาของภาษีนำเข้าและส่งออกอาจทำให้บริษัทหลายแห่งเริ่มพิจารณาที่จะลดจำนวนพนักงาน (reduce head count) ลงในปี 2569 เพื่อรักษาระดับความสามารถในการทำกำไรและควบคุมค่าใช้จ่าย ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และสร้างความท้าทายอย่างมากต่อตลาดแรงงานทั่วโลก

3. Reuters: ธนาคารโลกเตือนวิกฤตหนี้สินประเทศกำลังพัฒนาพุ่งสูงสุดในรอบ 50 ปี

อ้างอิงจาก Reuters และ World Bank

ในประเด็นด้านเศรษฐกิจโลกและการพัฒนา สำนักข่าว Reuters รายงานการเปิดเผยคำเตือนที่น่าตกใจจากธนาคารโลก (World Bank) โดยระบุว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (developing world) ยังคง “ไม่ได้พ้นจากอันตราย” (not out of danger) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้ที่พุ่งสูงขึ้น

ข้อมูลของธนาคารโลกเผยว่า ช่องว่างระหว่างค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้ของประเทศกำลังพัฒนาและการจัดหาเงินทุนใหม่ (new financing) ได้พุ่งสูงขึ้นถึง 741,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปี 2565 ถึง 2568 ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบกว่า 50 ปี ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าประเทศเหล่านี้ต้องแบกรับภาระหนี้ที่สูงขึ้นอย่างมาก ในขณะที่ความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนใหม่ๆ เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจกลับลดลง

คำเตือนนี้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งรวมถึงหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาจเผชิญกับภาวะชะงักงันทางการพัฒนา เนื่องจากทรัพยากรส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในการจ่ายดอกเบี้ยและชำระคืนเงินกู้แทนที่จะเป็นโครงการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว สถานการณ์นี้เรียกร้องให้มีการปฏิรูปทางการเงินระหว่างประเทศอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยให้ประเทศเหล่านี้สามารถจัดการกับวิกฤตหนี้สินที่ทวีความรุนแรงขึ้นได้

โดยสรุป การรายงานข่าวจากสามสำนักข่าวใหญ่ในเดือนธันวาคม 2568 ชี้ให้เห็นถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งในด้านตลาดทุนที่กำลังปรับฐาน ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ล่าช้าจากนโยบายการค้า และวิกฤตหนี้ที่คุกคามเสถียรภาพของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นสัญญาณที่ผู้ประกอบการและนักลงทุนชาวไทยควรติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อวางแผนรับมือกับความผันผวนในอนาคต

ข้อมูลอ้างอิง: (Bloomberg – US Equity/Bitcoin slide), (Bloomberg – Chinese Oil Demand), (CNBC – Delayed Tariff Impact/Job Cuts), (Reuters/World Bank – Developing World Debt Warning)