ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: OPEC+ ขยายเวลาลดกำลังการผลิตน้ำมันลึกถึงปี 2025 หวั่นกระทบเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันในไทย

0
96






ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: OPEC+ ขยายเวลาลดกำลังการผลิตน้ำมันลึกถึงปี 2025 หวั่นกระทบเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันในไทย


ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: OPEC+ ขยายเวลาลดกำลังการผลิตน้ำมันลึกถึงปี 2025 หวั่นกระทบเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันในไทย

กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+) ได้ประกาศขยายเวลาการลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบครั้งใหญ่ออกไปตลอดปี 2568 ซึ่งเป็นมาตรการที่มุ่งรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมันในตลาดโลก ท่ามกลางอุปสงค์ที่ยังคงซบเซา การตัดสินใจครั้งนี้ได้รับการรายงานและวิเคราะห์อย่างเข้มข้นจากสำนักข่าวการเงินชั้นนำของโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความกังวลต่อผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงานทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย

Reuters ยืนยันการขยายเวลาลดกำลังการผลิตเพื่อพยุงราคา

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า กลุ่ม OPEC+ ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 23 ประเทศ ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการขยาย “การลดกำลังการผลิตโดยสมัครใจ” (Voluntary Production Cuts) ออกไปอย่างน้อยจนถึงสิ้นปี 2568 การลดกำลังการผลิตในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อป้องกันไม่ให้ราคาน้ำมันดิบลดต่ำลงมากเกินไป เนื่องจากการเติบโตของอุปสงค์ทั่วโลกยังคงเป็นไปอย่างเชื่องช้า และความกังวลเกี่ยวกับปริมาณน้ำมันสำรองที่อาจสูงเกินความต้องการของตลาดโลก

มาตรการลดกำลังการผลิตนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่เริ่มมาตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยรวมปริมาณการลดการผลิตโดยสมัครใจจากหลายประเทศสมาชิกอยู่ที่ประมาณ 3.66 ล้านบาร์เรลต่อวัน การขยายเวลาดังกล่าวส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังตลาดว่า กลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่มีความมุ่งมั่นที่จะใช้เครื่องมือทางนโยบายเพื่อ “พยุง” ระดับราคาให้อยู่ในช่วงที่สามารถทำกำไรได้ ซึ่งหมายความว่าผู้บริโภคทั่วโลกอาจต้องเผชิญกับราคาน้ำมันที่สูงต่อเนื่องไปอีกระยะ

Bloomberg และ CNBC ชี้เป้าความเสี่ยงเงินเฟ้อและตลาดเกิดใหม่

ในขณะที่ Reuters เน้นย้ำถึงข้อตกลงของกลุ่มประเทศสมาชิก สำนักข่าว Bloomberg และ CNBC ได้มุ่งเน้นไปที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยเฉพาะความเสี่ยงต่ออัตราเงินเฟ้อโลกและเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย

นักวิเคราะห์ที่ติดตามผ่านรายงานของ Bloomberg และ CNBC ระบุว่า การลดกำลังการผลิตที่ยาวนานเช่นนี้อาจทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกมีโอกาส “พุ่งเข้าสู่ระดับสามหลัก” (Three-figure territory) อีกครั้ง หากอุปทานโลกยังคงตึงตัวอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันอย่างประเทศไทย ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและการขนส่ง

นอกจากนี้ รายงานของ CNBC ยังวิเคราะห์ว่า การตัดสินใจของ OPEC+ ทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศต้องเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินนโยบายการเงิน หากราคาน้ำมันยังคงเป็นปัจจัยกดดันเงินเฟ้อ การลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็อาจทำได้ยากขึ้น ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายในเอเชียกำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิด

ผลกระทบต่อประเทศไทย: ภาระต้นทุนและมาตรการรับมือ

จากมุมมองของประเทศไทย ข้อมูลวิเคราะห์จากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg และ CNBC ได้ตอกย้ำถึงผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การขยายเวลาการลดกำลังการผลิตของ OPEC+ หมายถึง ภาระต้นทุนด้านพลังงานของภาคธุรกิจและครัวเรือนไทยจะยังคงอยู่ในระดับสูง

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา:

  • ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ: คาดว่าราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลจะยังคงผันผวนในระดับสูงตามราคาน้ำมันดิบโลก ทำให้รัฐบาลอาจต้องพิจารณาการขยายมาตรการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงต่อไปเพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน
  • เงินเฟ้อและค่าครองชีพ: ต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นจะถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่ยังไม่คลี่คลาย
  • การลงทุนและภาคอุตสาหกรรม: ภาคอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น ปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมการผลิต อาจเห็นผลกำไรที่ลดลงจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น

โดยสรุป การตัดสินใจของกลุ่ม OPEC+ ที่จะขยายการลดกำลังการผลิตน้ำมันลึกเข้าไปในครึ่งหลังของปี 2568 เป็นข่าวเศรษฐกิจโลกที่สำคัญที่สุดในรอบนี้ ซึ่งได้รับการรายงานและวิเคราะห์อย่างละเอียดจากสำนักข่าวชั้นนำอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters การเคลื่อนไหวนี้เป็นการสร้างสมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ในตลาดน้ำมัน แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่กำลังอยู่ในช่วงการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ

แหล่งข้อมูลอ้างอิงหลัก: Bloomberg, CNBC, Reuters

การวิเคราะห์เพิ่มเติม: SCB EIC, International Banker

อ้างอิง: