ข่าวอัพเดทจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดหั่นดอกเบี้ยจุดพลุตลาดโลกทะยาน หลังรายงานจ้างงานสหรัฐฯ อ่อนตัว

0
42






ข่าวอัพเดทจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดหั่นดอกเบี้ยจุดพลุตลาดโลกทะยาน


ข่าวอัพเดทจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดหั่นดอกเบี้ยจุดพลุตลาดโลกทะยาน หลังรายงานจ้างงานสหรัฐฯ อ่อนตัว

วอชิงตัน ดี.ซี. – รายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวการเงินชั้นนำของโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ต่างประโคมข่าวความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ซึ่งได้มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในการประชุมเมื่อปลายเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปตามความคาดหวังของตลาดที่มองเห็นสัญญาณการชะลอตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ รายงานดังกล่าวระบุว่า การตัดสินใจของคณะกรรมการ FOMC ครั้งนี้แม้จะมีเสียงไม่เห็นด้วย (Dissent) อยู่บ้าง แต่ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า เฟดกำลังให้ความสำคัญกับการประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการควบคุมเงินเฟ้อที่เริ่มผ่อนคลายลงแล้ว.

การตัดสินใจของเฟด: หั่นดอกเบี้ยเพื่อหนุนเศรษฐกิจ

ตามการรายงานของ Bloomberg และ CNBC การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ได้ข้อสรุปให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นลง โดยมีเหตุผลหลักมาจากการประเมินภาวะเศรษฐกิจล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่า แรงกดดันด้านเงินเฟ้อได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดแรงงานที่เคยร้อนแรงเริ่มมีสัญญาณอ่อนตัวลงอย่างเห็นได้ชัด รายงานตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ที่เปิดเผยเมื่อไม่นานมานี้มีจำนวนการเพิ่มขึ้นของงานที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ ซึ่งทำให้นักลงทุนยิ่งมั่นใจว่า เฟดจะเดินหน้าผ่อนคลายนโยบายทางการเงินต่อไปในปีนี้.

แหล่งข่าวจาก Reuters ได้วิเคราะห์เพิ่มเติมว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ยังเป็นผลมาจากความกังวลเกี่ยวกับ “ความตึงเครียดด้านความสามารถในการจับจ่ายใช้สอย” (Affordability Stress) ที่ยังคงมีอยู่ แม้ว่าเศรษฐกิจโดยรวมจะยังคงแข็งแกร่ง แต่การลดดอกเบี้ยจะช่วยลดภาระทางการเงินให้กับภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจได้มากขึ้น ซึ่งเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่เศรษฐกิจอาจชะลอตัวเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้.

ตลาดหุ้นและผลตอบแทนพันธบัตร: ปฏิกิริยาที่พุ่งทะยาน

ปฏิกิริยาของตลาดการเงินทั่วโลกต่อการตัดสินใจของเฟดเป็นไปในเชิงบวกอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรป CNBC รายงานว่า ดัชนีหลักของวอลล์สตรีท ไม่ว่าจะเป็น S&P 500 หรือ Nasdaq ต่างปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (Record Highs) เช่นเดียวกับตลาดหุ้นในลอนดอนและภูมิภาคอื่นๆ ที่ได้รับอานิสงส์จากความคาดหวังว่าต้นทุนทางการเงินจะลดลง.

อย่างไรก็ตาม Bloomberg ได้เน้นย้ำถึงความผันผวนในตลาดตราสารหนี้ โดยระบุว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Yields) ได้ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยก่อนหน้าการตัดสินใจของเฟด ซึ่งสะท้อนถึงความไม่แน่นอนและความกังวลของนักลงทุนบางส่วนเกี่ยวกับทิศทางนโยบายในระยะยาว แม้ว่าการปรับลดดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นจริง แต่ตลาดก็ยังคงจับตาดูถ้อยแถลงของประธานเฟดอย่างใกล้ชิดเพื่อหาสัญญาณเพิ่มเติมเกี่ยวกับจำนวนครั้งและความเร็วของการปรับลดดอกเบี้ยที่อาจเกิดขึ้นในปี 2569.

แนวโน้มในอนาคต: การคาดการณ์การผ่อนคลายนโยบายต่อเนื่อง

นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำที่ให้สัมภาษณ์กับ Reuters และ CNBC ต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่า ความอ่อนแอที่ปรากฏในตลาดแรงงานสหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เฟดมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงต้นปี 2569 Veronica Clark นักเศรษฐศาสตร์จาก Citi ได้แสดงความเห็นผ่าน CNBC ว่า ความเสี่ยงที่ตลาดแรงงานจะอ่อนแอลงนั้นเพิ่มโอกาสที่เฟดจะมีการลดดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนมีนาคม.

นอกจากนี้ รายงานยังชี้ให้เห็นว่า แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เกี่ยวข้องกับค่าเช่าที่อยู่อาศัย (Shelter Inflation) ก็เริ่มมีแนวโน้มที่จะผ่อนคลายลง ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อการควบคุมเงินเฟ้อโดยรวม ซึ่งจะเปิดทางให้เฟดสามารถดำเนินนโยบายผ่อนคลายได้อย่างสบายใจมากขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังเตือนว่า ตลาดจะต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้น เช่น ประเด็นความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือความเสี่ยงทางกฎหมายต่อประธานเฟดคนปัจจุบัน ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่ออัตราดอกเบี้ยและมูลค่าหุ้นในสหรัฐฯ ได้.

บทสรุป

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 ถือเป็นข่าวสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดการเงินโลกให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ด้วยรายงานที่สอดคล้องกันจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters ทำให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนว่า เฟดกำลังเข้าสู่ช่วงของการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เผชิญกับสัญญาณการชะลอตัวของตลาดแรงงาน โลกกำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า การตัดสินใจครั้งนี้จะนำไปสู่การฟื้นตัวอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ได้หรือไม่.

ที่มา: รวบรวมและสรุปจากรายงานข่าวของ Bloomberg, CNBC, และ Reuters (อ้างอิงข้อมูล ณ ปลายเดือนมกราคม – ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569)