ข่าวอัพเดท: สรุปสถานการณ์เศรษฐกิจโลกจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters

0
88






ข่าวอัพเดท: สรุปสถานการณ์เศรษฐกิจโลกจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters


ข่าวอัพเดท: สรุปสถานการณ์เศรษฐกิจโลกจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters

วอชิงตัน/ลอนดอน: ตลาดการเงินโลกยังคงต้องเผชิญกับความผันผวนและความกังวลด้านเสถียรภาพทางการเงิน หลังจากที่ธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (Bank for International Settlements – BIS) ได้ออกคำเตือนสำคัญเกี่ยวกับความเสี่ยงเชิงระบบที่เกิดจากการใช้เลเวอเรจในระดับสูงของเฮดจ์ฟันด์ในตลาดพันธบัตรรัฐบาล ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกมีการเคลื่อนไหวแบบผสมผสาน ท่ามกลางการประเมินสัญญาณนโยบายการเงินจากธนาคารกลางสหรัฐฯ และยุโรป

BIS เตือนภัยความเสี่ยง “เลเวอเรจสูง” ในตลาดพันธบัตร (Reuters)

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 รอยเตอร์ส (Reuters) และแหล่งข่าวทางการเงินชั้นนำได้รายงานถึงคำเตือนที่หนักแน่นจาก BIS ซึ่งเป็นองค์กรที่เปรียบเสมือนธนาคารกลางของธนาคารกลาง โดยทาง BIS ได้ระบุอย่างชัดเจนถึงความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจเกิดขึ้นจากกิจกรรมของเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Funds) ที่ใช้กลยุทธ์ “Basis Trade” ในตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

กลยุทธ์ดังกล่าวคือการใช้เลเวอเรจ (Leverage) หรือการกู้ยืมในระดับสูงเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคาที่เล็กน้อยระหว่างพันธบัตรรัฐบาลจริงกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures) ซึ่งหัวหน้าคนใหม่ของ BIS ได้เน้นย้ำว่า การที่เฮดจ์ฟันด์เข้ามาเป็นผู้ให้บริการสภาพคล่องในตลาดพันธบัตรด้วยการใช้เลเวอเรจที่สูงมากนี้ ได้สร้างความเปราะบางให้กับเสถียรภาพทางการเงินของโลก

คำเตือนนี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ความปั่นป่วนในตลาดเมื่อเดือนมีนาคม 2563 ซึ่งมีการเปิดเผยว่ากิจกรรม Basis Trade ในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ได้มีส่วนทำให้เกิดความวุ่นวายและทำให้ไพรม์โบรกเกอร์ (Prime Brokers) ต้องเผชิญกับความสูญเสีย ทาง BIS เรียกร้องให้มีการควบคุมความสามารถในการใช้เลเวอเรจของเฮดจ์ฟันด์อย่างเข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตสภาพคล่องครั้งใหญ่ซ้ำรอยในอนาคต

ตลาดตราสารหนี้และหุ้นโลกเคลื่อนไหวแบบผสมผสาน (Bloomberg & CNBC)

ในส่วนของการเคลื่อนไหวในตลาดทุน บลูมเบิร์ก (Bloomberg) และ ซีเอ็นบีซี (CNBC) รายงานว่าตลาดมีการซื้อขายที่ผันผวน ท่ามกลางความกังวลด้านเสถียรภาพที่เพิ่มขึ้นควบคู่ไปกับสัญญาณทางเศรษฐกิจที่ยังคงไม่ชัดเจน

ในตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (10-Year U.S. Treasury Yield) ได้ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.02% ณ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากวันก่อนหน้า การเพิ่มขึ้นของยีลด์นี้สะท้อนถึงการลดลงของราคาพันธบัตร และเป็นผลมาจากแรงกดดันจากความคาดหวังที่หลากหลายเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังได้รับแรงหนุนในช่วงต้นสัปดาห์จากความคาดหวังที่ว่า Fed อาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคตอันใกล้ ซึ่งนำไปสู่การร่วงลงของยีลด์ในช่วงก่อนหน้า

สรุปภาพรวมตลาดหุ้น

สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนีหลักมีการซื้อขายแบบผสมผสาน โดยเฉพาะดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเป็นดัชนีของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ยังคงแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและมีแนวโน้มการเติบโต แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจมหภาค

ทางด้านธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็ได้ออกรายงาน Financial Stability Review ประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยระบุถึงความกังวลของตลาดเกี่ยวกับสถานะทางการคลังของรัฐบาลที่ตึงตัว ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันในตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกได้เช่นกัน

โดยสรุปแล้ว ข่าวสารล่าสุดจากสามสำนักข่าวใหญ่ชี้ให้เห็นว่า ตลาดการเงินโลกกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ โดยมีประเด็นหลักคือความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ในตลาดตราสารหนี้ และการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นที่ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดถึงผลกระทบจากนโยบายการเงินและความเสี่ยงด้านเสถียรภาพที่ BIS ได้ส่งสัญญาณเตือนออกมา