ข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดช็อกตลาด! หั่นดอกเบี้ยฉุกเฉิน 50 BPS จุดพลุ ‘Risk-On’ ทั่วโลก

0
133






ข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดช็อกตลาด! หั่นดอกเบี้ยฉุกเฉิน 50 BPS จุดพลุ ‘Risk-On’ ทั่วโลก


ข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดช็อกตลาด! หั่นดอกเบี้ยฉุกเฉิน 50 BPS จุดพลุ ‘Risk-On’ ทั่วโลก

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) สร้างความประหลาดใจครั้งใหญ่ ด้วยการประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 50 Basis Points (BPS) อย่างไม่คาดคิดในการประชุมรอบสุดท้ายของปี 2568 โดยให้เหตุผลถึงความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ลดลงอย่างรวดเร็วกว่าที่คาด ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในตลาดการเงินทั่วโลกทันที

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า การเคลื่อนไหวที่เหนือความคาดหมายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในครั้งนี้ ได้จุดชนวนให้เกิดภาวะ “Risk-On” ในตลาดการเงิน โดยนักลงทุนต่างเทขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และหันไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง (Asset Classes) ทั่วโลก การลดดอกเบี้ยฉุกเฉินนี้ถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดจากประธานเฟดว่า พวกเขากำลังให้ความสำคัญกับการประคับประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าการควบคุมเงินเฟ้อที่ดูเหมือนจะอยู่ภายใต้การควบคุมแล้ว.

ตลาดหุ้นพุ่งทะยาน: ดาวโจนส์ทำสถิติใหม่

CNBC รายงานว่า ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้ง S&P 500 และ Nasdaq พุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ทันทีหลังการประกาศ โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 800 จุดภายในชั่วโมงแรกของการซื้อขาย การไหลเข้าของเงินทุนครั้งใหญ่นี้สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนว่า ต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลงจะช่วยเพิ่มผลกำไรของบริษัทและกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มอุตสาหกรรมที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย. ตลาดหุ้นเอเชียและยุโรปก็ตอบรับเชิงบวกอย่างรุนแรงเช่นกัน โดยดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นและ FTSE 100 ของอังกฤษต่างปรับตัวขึ้นกว่า 2% ในการซื้อขายช่วงเช้า.

ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัว-ราคาทองคำและน้ำมันพุ่ง

ในส่วนของตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ Reuters เปิดเผยว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักทั่วโลก เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (Treasury Yields) ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ความน่าดึงดูดของสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเป็นดอลลาร์ลดลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีร่วงลงต่ำกว่าระดับสำคัญทางจิตวิทยาอย่างรวดเร็ว.

พร้อมกันนี้ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ได้ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะราคาทองคำ ซึ่งทะยานขึ้นทำลายสถิติใหม่ เนื่องจากถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่มีความน่าสนใจมากขึ้นในสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยต่ำ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) ก็ปรับตัวขึ้นกว่า 3% เนื่องจากนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า การลดดอกเบี้ยของเฟดจะช่วยกระตุ้นอุปสงค์น้ำมันทั่วโลกและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ.

มุมมองนักวิเคราะห์และผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินขนาดใหญ่ให้ความเห็นผ่าน Bloomberg ว่า การตัดสินใจของเฟดครั้งนี้ แม้จะมีความเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเป็นการตื่นตระหนก แต่ก็เป็นการเปิดประตูสู่สภาวะทางการเงินที่ผ่อนคลาย (Easier Financial Conditions) ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย การลดดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณให้ธนาคารกลางอื่นๆ ทั่วโลกดำเนินนโยบายในทิศทางเดียวกัน ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้กระแสเงินทุนไหลไปยังตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) และสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น.

อย่างไรก็ตาม รายงานของ CNBC ยังได้เตือนถึงความเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่ โดยชี้ว่า การลดดอกเบี้ยที่รุนแรงเช่นนี้อาจบ่งชี้ถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่รุนแรงกว่าที่ตลาดรับรู้ และอาจนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ในตลาดสินทรัพย์ได้ในระยะยาวหากไม่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริงมารองรับ. ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังคงแสดงความกังวลว่า การตัดสินใจครั้งนี้อาจเป็นเพียงการซื้อเวลา โดยไม่ได้แก้ไขปัญหาความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกที่เกิดจากความตึงเครียดทางการค้าและหนี้สินที่สูง.

สรุปได้ว่า การประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างไม่คาดฝันของเฟดในช่วงสิ้นปี 2568 นี้ นับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ได้กำหนดทิศทางของตลาดการเงินโลกเข้าสู่โหมด “Risk-On” อย่างเต็มตัว โดยมีแนวโน้มว่าตลาดหุ้นจะยังคงแข็งแกร่ง ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์จะยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันต่อไปในไตรมาสแรกของปี 2569.

— ข่าวนี้รวบรวมและวิเคราะห์จากรายงานของ Bloomberg, CNBC และ Reuters

อ้างอิงข้อมูลวิเคราะห์ผลกระทบจาก: pf.org.tw, economictimes.com, jpmorgan.com, markets.com, goldmansachs.com, vaneck.com, moneybase.com.