จับตาตลาดโลก: สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters – เฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย น้ำมันขาลง และความไม่แน่นอนทางการค้าสหรัฐฯ-จีน

0
66






จับตาตลาดโลก: สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters


จับตาตลาดโลก: สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters – เฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย น้ำมันขาลง และความไม่แน่นอนทางการค้าสหรัฐฯ-จีน

7 มกราคม 2569

สำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ได้เผยแพร่รายงานข่าวเศรษฐกิจและการเงินที่น่าจับตาในช่วงต้นปี 2569 โดยมีประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางตลาดโลกและเศรษฐกิจไทยโดยตรง ได้แก่ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) การคาดการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลก และความคืบหน้าของความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

1. การส่งสัญญาณลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)

ประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจมากที่สุดคือทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งมีผลต่อสภาพคล่องและกระแสเงินทุนทั่วโลก รายงานของ Bloomberg และ CNBC ระบุว่า ตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมในการประชุมเดือนมกราคมนี้ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มโดยรวมสำหรับปี 2569 คือการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า Fed มีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงจากช่วงปัจจุบันที่ 3.50% – 3.75% เพื่อให้เข้าใกล้ระดับ 3% มากขึ้นภายในปี 2569 การคาดการณ์ดังกล่าวเป็นไปตามสัญญาณของการชะลอตัวของอัตราเงินเฟ้อและความต้องการในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ การตัดสินใจของ Fed ในการลดอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทย เนื่องจากจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินและกระตุ้นการลงทุน

2. ราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มอ่อนตัวลงในปี 2569

สำหรับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ รายงานของ Reuters และ BNN Bloomberg ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มที่จะลดลงในปี 2569 ภายใต้แรงกดดันจากอุปทานที่เพิ่มขึ้นและอุปสงค์ที่อ่อนแอ นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ 35 รายได้ร่วมกันคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent crude) จะมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 62.23 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2569 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ครั้งก่อนหน้า

สาเหตุหลักมาจากการผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากผู้ผลิตนอกกลุ่ม OPEC+ ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกยังคงเผชิญกับความท้าทายจากสภาพเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ แนวโน้มราคาน้ำมันที่ลดลงถือเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของประชาชน

3. ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนยังคงเป็นประเด็นหลัก

ในส่วนของประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า รายงานจาก Bloomberg, Reuters, และ CNBC ได้ให้ภาพที่ซับซ้อนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน

ด้านหนึ่ง มีรายงานจาก Bloomberg และแหล่งข่าวอื่นๆ ว่า สหรัฐฯ และจีนได้บรรลุ “กรอบความตกลง” (framework) สำหรับข้อตกลงทางการค้าเพื่อสร้างเสถียรภาพความสัมพันธ์ หลังจากมีการเจรจาหารือกันเป็นเวลาสองวัน กรอบความตกลงนี้เป็นสัญญาณเชิงบวกที่อาจนำไปสู่การลดความตึงเครียดทางการค้าในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง รายงานของ Reuters, Bloomberg, และ CNBC ยังได้กล่าวถึงข้อเสนอของฝ่ายการเมืองบางกลุ่มในสหรัฐฯ ที่ต้องการให้มีการพิจารณาการเก็บภาษีนำเข้า (tariffs) ในอัตราสูงถึง 100% กับสินค้าจากจีนและอินเดีย ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะสร้างความผันผวนครั้งใหญ่ให้กับห่วงโซ่อุปทานโลก ความไม่แน่นอนนี้เป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงไทยได้

สรุปสถานการณ์:

โดยสรุปแล้ว ข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, และ Reuters ในช่วงต้นปี 2569 ชี้ให้เห็นว่า ตลาดโลกกำลังเข้าสู่ช่วงที่มีความหวังจากการผ่อนคลายนโยบายการเงินของ Fed และราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลง ซึ่งเป็นผลดีต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนยังคงเป็นเมฆหมอกที่ปกคลุมอยู่เหนือตลาด ซึ่งจำเป็นต้องมีการติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินผลกระทบต่อการค้าและการลงทุนในประเทศไทย

อ้างอิง: Bloomberg, CNBC, Reuters (มกราคม 2569)