จับตาตลาดโลก! Bloomberg, CNBC, Reuters ชี้ ‘ฟองสบู่ AI’ และเงินเฟ้อฉุดวอลล์สตรีท นักลงทุนหันหา Safe Haven
กรุงเทพฯ – 7 มกราคม 2569
สำนักข่าวการเงินระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานการปรับฐานครั้งใหญ่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี หลังเผชิญแรงกดดันจากความกังวลเรื่อง “ฟองสบู่ AI” และข้อมูลเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นเกินคาด ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและหันไปหาสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) อย่างรวดเร็ว
Bloomberg: สถาบันการเงินโยกเงินสู่พันธบัตร
รายงานล่าสุดจาก Bloomberg เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในทิศทางการลงทุนของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ โดยระบุว่า เม็ดเงินจำนวนมหาศาลได้ไหลออกจากกองทุนที่เน้นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI เพื่อเข้าสู่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ. นักกลยุทธ์การลงทุนอาวุโสจากสถาบันการเงินชั้นนำแห่งหนึ่งเปิดเผยกับ Bloomberg ว่า “การทำกำไรครั้งใหญ่ในหุ้น AI อย่าง NVIDIA และบริษัทชิปอื่น ๆ ได้มาถึงจุดที่นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามถึงมูลค่าที่แท้จริง ท่ามกลางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่น่าดึงดูดใจมากขึ้น”. การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ลดลงในกลุ่มหุ้นที่เติบโตสูง (Growth Stock) และการแสวงหาความมั่นคงทางการเงินในช่วงต้นปี 2569.
CNBC: การเทขายทำกำไรฉุดหุ้น NVIDIA ดิ่งหนัก
ด้าน CNBC รายงานโดยเน้นไปที่ความผันผวนระหว่างวันของตลาดหุ้น Nasdaq ซึ่งเป็นดัชนีที่มีหุ้นเทคโนโลยีเป็นส่วนประกอบหลัก. หุ้นของ NVIDIA ซึ่งเป็นผู้นำในตลาดชิป AI ได้ร่วงลงอย่างหนักในช่วงเปิดตลาด โดยนักวิเคราะห์ตลาดของ CNBC ชี้ว่า การดิ่งลงนี้เป็นผลมาจากการ “เทขายทำกำไรครั้งใหญ่” (Massive Profit-Taking) หลังจากที่หุ้นดังกล่าวปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงตลอดปีที่ผ่านมา. รายงานยังระบุถึงบทสัมภาษณ์นักวิเคราะห์ที่มองว่า แม้พื้นฐานของเทคโนโลยี AI ยังคงแข็งแกร่ง แต่การประเมินมูลค่า (Valuation) ของหุ้นหลายตัวในกลุ่มนี้ได้พุ่งสูงจนถึงระดับที่ยากจะหาเหตุผลมารองรับได้. นอกจากนี้ CNBC ยังเตือนถึงความเสี่ยงที่การเทขายในกลุ่ม Tech Giant อาจลุกลามไปยังหุ้นในกลุ่มอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับซัพพลายเชนทั่วโลก.
Reuters: เงินเฟ้อสหรัฐฯ เป็นปัจจัยจุดชนวนความกังวล
Reuters ได้ให้ความสำคัญกับปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคที่อยู่เบื้องหลังความผันผวนของตลาด. รายงานระบุว่า ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ล่าสุดของสหรัฐฯ ได้ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นการจุดชนวนความกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ (Inflationary Pressure) ที่อาจส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงนานกว่าที่คาดการณ์. ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยนี้เองที่เป็นตัวเร่งให้นักลงทุนตัดสินใจลดความเสี่ยงในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่อ่อนไหวต่อต้นทุนทางการเงินสูง. Reuters สรุปว่า ดัชนีหลักของ Wall Street ทั้ง Dow Jones, S&P 500 และ Nasdaq ล้วนปิดตลาดในแดนลบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะ Nasdaq ที่ปรับตัวลงมากที่สุด เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงของการประเมินมูลค่าใหม่ (Re-valuation) อย่างจริงจัง.
ผลกระทบต่อตลาดเอเชียและไทย
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทยชี้ว่า ข่าวการปรับฐานของตลาดหุ้นสหรัฐฯ นี้จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นเอเชียและตลาดหุ้นไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้. โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นที่พึ่งพาการส่งออกและห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีอาจได้รับแรงกดดันจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลง. อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ตลาดไทยยังคงมีปัจจัยสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งอาจช่วยลดทอนผลกระทบจากความผันผวนในตลาดโลกได้. นักลงทุนไทยจึงควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพิจารณาการกระจายความเสี่ยง (Diversification) ในพอร์ตการลงทุน เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของตลาดโลกในช่วงนี้.


















