จับตา! เฟดคงดอกเบี้ย แต่ส่งสัญญาณ ‘ผ่อนคลาย’ ดันวอลล์สตรีทพุ่งทำนิวไฮ: รายงานฉบับเต็มจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters

0
85






จับตา! เฟดคงดอกเบี้ย แต่ส่งสัญญาณ ‘ผ่อนคลาย’ ดันวอลล์สตรีทพุ่งทำนิวไฮ: รายงานฉบับเต็มจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters


จับตา! เฟดคงดอกเบี้ย แต่ส่งสัญญาณ ‘ผ่อนคลาย’ ดันวอลล์สตรีทพุ่งทำนิวไฮ: รายงานฉบับเต็มจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตามเดิม แต่ถ้อยแถลงที่ ‘ผ่อนคลาย’ (Dovish Forward Guidance) อย่างชัดเจน ได้จุดชนวนให้นักลงทุนทั่วโลกแห่เข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ (All-Time High) และค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างรุนแรง ท่ามกลางการวิเคราะห์ที่เข้มข้นจากสำนักข่าวชั้นนำอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters

มติ “คงดอกเบี้ย” แต่ใจความ “พร้อมลด”

รายงานจาก Reuters ระบุว่า ในการประชุมครั้งล่าสุด คณะกรรมการ FOMC ได้ลงมติด้วยเสียงข้างมากให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 5.25% – 5.50% ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้. อย่างไรก็ตาม จุดที่สร้างความประหลาดใจและเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันตลาดคือ ‘ถ้อยแถลงคาดการณ์ในอนาคต’ (Forward Guidance) ของ นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ.

นายพาวเวลล์ได้กล่าวถึงความคืบหน้าในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อว่า “ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง” และเปลี่ยนถ้อยคำที่เคยใช้ว่า “เงินเฟ้อยังคงสูงอย่างดื้อรั้น” เป็นการยอมรับว่า “แรงกดดันด้านราคาได้เริ่มคลี่คลายลงแล้ว” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีความพร้อมที่จะเริ่มพิจารณาการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในไม่ช้า หากข้อมูลเศรษฐกิจยังคงดำเนินไปในทิศทางที่บ่งชี้ถึงการชะลอตัวลง.

วอลล์สตรีทระเบิดความดีใจ: Dow Jones พุ่งทะลุ 400 จุด

ด้าน CNBC รายงานบรรยากาศในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทว่า เต็มไปด้วยความคึกคักหลังการแถลงข่าวของประธานเฟด. ดัชนีหลักทั้งสามต่างทะยานขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดัชนี Dow Jones Industrial Average ที่พุ่งขึ้นกว่า 400 จุด หรือคิดเป็น 1.1% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดตัวด้วยการทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์.

ภาคส่วนที่ได้รับอานิสงส์มากที่สุดคือ กลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยสูง โดยดัชนี Nasdaq Composite พุ่งขึ้น 1.5%. หุ้นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เช่น Nvidia, Microsoft และ Alphabet ต่างปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากนักลงทุนมองว่า ต้นทุนทางการเงินที่ลดลงจะช่วยกระตุ้นการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์ CNBC’s ‘Fast Money’ ได้วิเคราะห์ว่า นี่คือการกลับมาของ ‘การค้าความเสี่ยง’ (Risk-On Trade) อย่างแท้จริง.

ตลาดพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์ตอบรับทันที

ข้อมูลจาก Bloomberg ชี้ให้เห็นว่า ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดหุ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อตลาดตราสารหนี้และตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอย่างรุนแรง. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (US 10-Year Treasury Yield) ซึ่งเป็นมาตรวัดสำคัญของต้นทุนการกู้ยืมระยะยาว ได้ปรับตัวลดลงทันทีจากระดับ 4.5% สู่ระดับ 4.3% เนื่องจากนักลงทุนรีบเข้าซื้อพันธบัตรด้วยความคาดหวังว่าอัตราดอกเบี้ยจะลดลงในอนาคต.

ขณะเดียวกัน ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (DXY) ก็อ่อนค่าลงเกือบ 1% เมื่อเทียบกับตะกร้าเงินหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับสกุลเงินเยนและยูโร การอ่อนค่าของดอลลาร์ได้ส่งผลดีต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยราคาทองคำพุ่งขึ้นเหนือระดับ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ทองคำมีความน่าสนใจมากขึ้นในฐานะสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนในสภาวะดอกเบี้ยต่ำ

บทสรุปและมุมมองต่อตลาดโลก

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จากทั้งสามสำนักข่าวเห็นตรงกันว่า การส่งสัญญาณครั้งนี้ของเฟดเป็นการเปิดประตูสู่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า. มุมมองที่ผ่อนคลายของเฟดไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังส่งผลให้กระแสเงินทุนไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงตลาดหุ้นในเอเชียอย่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง และความเชื่อมั่นในการลงทุนที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก.

แหล่งข้อมูล: Bloomberg, CNBC, Reuters และการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญ