สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกเผชิญแรงกดดัน จับตา ‘เฟด’ ผ่อนคลายดอกเบี้ย
ตลาดการเงินทั่วโลกเปิดศักราชเดือนธันวาคม 2568 ด้วยความผันผวน โดยดัชนีหุ้นหลักในสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างพร้อมเพรียง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และแรงเทขายในกลุ่มสินทรัพย์ดิจิทัลและหุ้นเทคโนโลยี (อ้างอิง: Bloomberg, CNBC, Reuters)
1. ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับฐานรับเดือนใหม่: ดัชนีเทคโนโลยีนำร่วง
ตามรายงานของ CNBC และ Bloomberg ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเริ่มต้นเดือนสุดท้ายของปีด้วยแรงกดดัน โดยดัชนีหลักทั้งสามเผชิญกับการปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน. ดัชนี Dow Jones Industrial Average ปรับลดลงประมาณ 0.9% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นมาตรวัดสำคัญของตลาดในวงกว้าง ลดลง 0.53%.
- ดัชนี Dow Jones: ลดลงประมาณ 0.9%
- ดัชนี S&P 500: ลดลง 0.53%
- ดัชนี Nasdaq: ลดลง 0.38%
แรงกดดันส่วนใหญ่มาจากกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต ซึ่งสะท้อนผ่านการลดลงของดัชนี Nasdaq ที่ 0.38%. นักวิเคราะห์จาก Reuters ชี้ว่า การเทขายครั้งนี้เป็นผลพวงจากการปรับฐานของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล (Crypto) ซึ่งทำให้นักลงทุนเริ่มลดความเสี่ยงในสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อการเก็งกำไร. นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับการประเมินมูลค่าหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พุ่งสูงเกินไปในช่วงก่อนหน้า ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดเกิดความผันผวนเช่นกัน.
2. จับตา ‘เฟด’ และวัฏจักรการผ่อนคลายดอกเบี้ย
หัวใจหลักของความเคลื่อนไหวในตลาดโลกยังคงอยู่ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด. รายงานจาก CNBC ระบุว่า นักลงทุนกำลังจับสัญญาณเกี่ยวกับ ‘วัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายการเงิน’ (Easing Cycle) ที่คาดว่าจะเริ่มต้นขึ้นในปี 2569. แม้ว่าตลาดจะมีความคาดหวังว่าเฟดจะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง แต่การสื่อสารที่ระมัดระวังของเจ้าหน้าที่เฟดเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ ทำให้ความคาดหวังดังกล่าวถูกถ่วงดุลด้วยความไม่แน่นอน.
ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนจาก Bank of America Private Bank ให้ความเห็นผ่าน Bloomberg ว่า ขณะนี้ตลาดโลกยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของวัฏจักรการผ่อนคลายดอกเบี้ยของเฟด. การคาดการณ์นี้ส่งผลให้ตลาดพันธบัตรเกิดความผันผวน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury Yields) มีการปรับตัวขึ้นเล็กน้อย สะท้อนถึงความไม่แน่ใจของนักลงทุนว่า เฟดจะดำเนินการลดดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดหวังได้เร็วเพียงใด
3. ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์: น้ำมันดิบกับปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
ในส่วนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) ยังคงเป็นจุดสนใจสำคัญ. แม้ว่ารายงานคาดการณ์จาก S&P Global ที่เผยแพร่ผ่าน Reuters จะชี้ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์มีแนวโน้มจะเฉลี่ยอยู่ที่ระดับสูงกว่า 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 แต่ก็มีปัจจัยที่ทำให้ราคาอาจลดลงตามมา.
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันยังคงแข็งค่า. การลดการส่งออกน้ำมันดิบจากรัสเซีย และความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างเวเนซุเอลากับสหรัฐฯ ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในระยะสั้น. นักวิเคราะห์จึงแนะนำให้นักลงทุนติดตามข่าวสารการผลิตและการส่งออกจากกลุ่มผู้ผลิตหลักอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางราคาพลังงานในช่วงฤดูหนาวของซีกโลกเหนือ.
โดยสรุป ทิศทางตลาดโลกในช่วงเริ่มต้นเดือนธันวาคม 2568 สะท้อนถึงความระมัดระวังของนักลงทุน โดยมีปัจจัยหลักคือการปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยีและความคาดหวังที่ยังไม่ชัดเจนต่อการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่องจากแหล่งข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC, และ Reuters



















