สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกรับข่าวดี ‘เฟด’ ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงิน
รายงานพิเศษ: วันที่ 23 ธันวาคม 2568
แหล่งข่าวหลัก: Bloomberg, CNBC, Reuters
(นิวยอร์ก) — ตลาดการเงินทั่วโลกตอบรับในเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินชัดเจนขึ้น ท่ามกลางรายงานข่าวจากสำนักข่าวชั้นนำอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ที่เน้นย้ำถึงแนวโน้มการลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2569 ซึ่งเป็นผลมาจากการที่อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ เริ่มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง.
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์สำคัญๆ ของสหรัฐฯ ทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะดัชนี S&P 500 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงปลายปี 2568 ท่ามกลางความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเริ่มดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในไม่ช้า.
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งทำนิวไฮ ตอบรับคาดการณ์ ‘เฟด’ ผ่อนคลาย
รายงานจาก Bloomberg ระบุว่า ความคาดหวังเกี่ยวกับการผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้กลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักในตลาดหุ้นสหรัฐฯ. นักลงทุนต่างเชื่อมั่นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะสามารถจัดการให้เศรษฐกิจ “ลงจอดอย่างนุ่มนวล” (Soft Landing) ได้สำเร็จ.
ดัชนี S&P 500 ปิดตลาดที่ระดับประมาณ 6849.09 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดครั้งใหม่ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของตลาดต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียน.
นอกจากนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐฯ จากเดิม 1.8% เป็น 2.3% ซึ่งเป็นการตอกย้ำมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ.
ความแตกต่างทางนโยบาย (Policy Divergence) ของธนาคารกลางทั่วโลก
ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณผ่อนคลาย นโยบายของธนาคารกลางอื่นๆ ทั่วโลกกลับมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน (CNBC รายงาน). ตลาดการเงินกำลังจับตาการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) อย่างใกล้ชิด เนื่องจากทั้งสองแห่งยังคงมีท่าทีที่ระมัดระวังเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงสูงกว่าเป้าหมายในเขตยูโรโซนและสหราชอาณาจักร.
นักวิเคราะห์จาก Reuters ชี้ว่า ความแตกต่างทางนโยบายนี้จะส่งผลให้สกุลเงินหลักทั่วโลกมีความผันผวน โดยเฉพาะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ที่ธนาคารกลางยังคงนโยบายเข้มงวดไว้.
ผลกระทบต่อค่าเงินบาทและราคาน้ำมัน
สำหรับประเทศไทย ผลจากความคาดหวังการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง. รายงานระบุว่า ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ (USD/THB) เคลื่อนไหวในกรอบที่แคบลง และมีแนวโน้มที่จะปิดตลาดที่ระดับประมาณ 31.00 – 31.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ.
การแข็งค่าของเงินบาทเป็นผลมาจากการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเร่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ย. อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินบาทนี้อาจสร้างความกังวลให้กับภาคการส่งออกของไทย.
ในด้านราคาน้ำมันดิบ CNBC และ Reuters รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบ WTI ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยซื้อขายอยู่ที่ระดับประมาณ 57.90 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล. การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นอุปสงค์ในตลาดโลก.
บทสรุปและแนวโน้ม
โดยสรุป ตลาดการเงินโลกในปลายปี 2568 ถูกครอบงำด้วยความเชื่อมั่นในทิศทางของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงการผ่อนคลายทางการเงิน. แม้ว่าตลาดจะมีความผันผวนจากความไม่แน่นอนของนโยบายธนาคารกลางอื่นๆ ในยุโรปและเอเชีย แต่ภาพรวมของตลาดหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ยังคงเป็นไปในทิศทางบวก. นักลงทุนยังคงจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์สุดท้ายของปี เพื่อประเมินความชัดเจนของจังหวะเวลาในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในปีถัดไป.
*ข้อมูลและตัวเลขตลาดอ้างอิงจากรายงานและบทวิเคราะห์ของสำนักข่าว Bloomberg, CNBC, และ Reuters ณ วันที่ 23 ธันวาคม 2568.



















