สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดการเงินโลกสิ้นปี 2025
การตัดสินใจครั้งสุดท้ายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)
สำนักข่าว Bloomberg และ CNBC รายงานตรงกันถึงความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2025 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม โดยคาดการณ์เป็นวงกว้างว่า Fed ได้ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ย Federal Funds Rate ลงอีก 25 จุดพื้นฐาน
การปรับลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว ทำให้ตลาดคาดหวังว่าอัตราดอกเบี้ยเป้าหมายจะลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณร้อยละ 3
การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นหลังจากการต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อมาอย่างยาวนาน และเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า Fed กำลังหันไปให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เติบโตในอัตราที่ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วงต้นปี
ทั้งนี้ รายงานระบุว่า แม้จะมีการลดอัตราดอกเบี้ย แต่ภาวะเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าเป้าหมายของ Fed ซึ่งเป็นโจทย์ท้าทายที่ต้องจับตาในปี 2026
ตลาดหุ้นเทคโนโลยีพุ่งทะยาน ท่ามกลางการตรวจสอบด้านกฎระเบียบ
Reuters และ CNBC เปิดเผยข้อมูลการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแรงเหวี่ยงเชิงบวกอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปี 2025
หุ้นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำหลายแห่ง เช่น Meta Platforms, Alphabet (Google) และ Broadcom มีราคาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้รับแรงหนุนจากความคืบหน้าในการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ในขณะเดียวกัน หุ้นของ Tesla Inc. ก็ปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 1.6 หลังจากศาลสูงสุดแห่งรัฐเดลาแวร์มีคำตัดสินให้ฟื้นฟูแพ็กเกจค่าตอบแทนของนายอีลอน มัสก์ ซีอีโอของบริษัท
อย่างไรก็ตาม รายงานจาก Bloomberg ชี้ให้เห็นว่า แม้ตลาดจะคึกคัก แต่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ยังคงต้องเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานกำกับดูแลและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก โดยเฉพาะประเด็นด้านการแข่งขันและอำนาจผูกขาด ซึ่งอาจเป็นปัจจัยจำกัดการเติบโตในระยะยาว
ราคาน้ำมันดิบ: ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ปะทะอุปทานส่วนเกิน
สถานการณ์ในตลาดน้ำมันดิบยังคงเป็นประเด็นที่ซับซ้อน โดยสำนักข่าว Reuters และ Bloomberg รายงานถึงปัจจัยที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจน
รายงานจากหน่วยงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ฉบับเดือนธันวาคม 2025 ระบุว่า ความต้องการน้ำมันทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 830,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2025 ท่ามกลางแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคและการค้าที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตลาดน้ำมันดิบยังคงเผชิญกับแรงกดดันด้านราคาจากการคาดการณ์อุปทานส่วนเกินในปี 2025 ซึ่งเกิดจากการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งของกลุ่มประเทศนอกกลุ่ม OPEC+
IEA ได้ปรับลดคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบ Brent โดยเฉลี่ยในปี 2025 ลงมาอยู่ที่ระดับใกล้เคียง 67 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ในทางกลับกัน ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงมีอยู่ทั่วโลกได้เข้ามาเพิ่ม “พรีเมียม” ให้กับราคาน้ำมันดิบ WTI ซึ่งยังคงทรงตัวอยู่ใกล้ระดับ 57.80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าตลาดพลังงานกำลังพยายามรักษาสมดุลระหว่างความกังวลด้านความเสี่ยงทางการเมืองกับแนวโน้มอุปทานส่วนเกินในอนาคต
สรุปภาพรวมสิ้นปี
โดยสรุปแล้ว ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่ช่วงสิ้นปี 2025 ด้วยภาพรวมที่ซับซ้อน แต่มีทิศทางที่ดีขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วงต้นปี
การผ่อนคลายนโยบายการเงินของ Fed การเติบโตอย่างต่อเนื่องของกลุ่มเทคโนโลยี และการรักษาสมดุลของตลาดพลังงาน จะเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางของเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินในปี 2026 ที่กำลังจะมาถึง
รายงาน: ทีมข่าวเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (อ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg, CNBC, Reuters)
แหล่งข้อมูล:


















