สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: วิกฤตเศรษฐกิจโลก-ภัยคุกคามใหม่ต่อตลาดการเงินสหรัฐฯ และผลกระทบต่อไทย
16 มกราคม 2569
กรุงเทพฯ – สำนักข่าวการเงินชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ได้รายงานตรงกันถึงสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังคงเผชิญกับความผันผวนอย่างหนักในช่วงต้นปี 2569 โดยมีจุดสนใจหลักอยู่ที่ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนจากสงครามภาษีการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของธนาคารกลางทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ
ตลาดการเงินโลกสั่นคลอน: ความเสี่ยงใหม่ต่อประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)
รายงานข่าวจากสำนักข่าวชั้นนำระบุถึงความกังวลครั้งใหม่ในตลาดการเงินสหรัฐฯ เมื่อมีรายงานข่าวการสอบสวนทางกฎหมายต่อ นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพและความเชื่อมั่นต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สถานการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และการประเมินมูลค่าหุ้นในตลาดสหรัฐฯ ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่า Fed อาจจะยังไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ง่าย ๆ ภายในปีนี้ ตามที่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนได้ออกมาเตือน
นอกจากนี้ ตลาดทุนยังคงเผชิญกับความผันผวนอย่างต่อเนื่องจากนโยบายการเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินขนาดใหญ่อย่าง UBS มีผลกำไรพุ่งสูงขึ้นอย่างเหนือความคาดหมายเนื่องจากความผันผวนในตลาดการเงินโลก ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ออกมาเพิ่มความน่าจะเป็นที่สหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการภาษีดังกล่าวที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและอุปสงค์ทั่วโลก
- ตลาดกังวลต่อรายงานการสอบสวนทางกฎหมายประธาน Fed ซึ่งเป็นความเสี่ยงใหม่ต่อเสถียรภาพตลาด
- นักวิเคราะห์บางส่วนเชื่อว่าโอกาสในการลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในปี 2569 ยังคงริบหรี่
- ความผันผวนจากสงครามภาษีการค้าทำให้ IMF เตือนถึงความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย: เผชิญ “พายุสมบูรณ์แบบ” และการตอบสนองของ ธปท.
สำหรับประเทศไทย สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ได้สร้างแรงกดดันมหาศาล จนถูกกล่าวถึงว่าเป็น “พายุสมบูรณ์แบบ” (Perfect Storm) ที่ถาโถมเข้าสู่เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่า การส่งออกของไทยอาจหดตัวลงถึง 2% เนื่องจากการเก็บภาษีของสหรัฐฯ และอุปสงค์ที่ซบเซาในประเทศคู่ค้าหลัก
เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ธปท. ได้ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.25% ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างชัดเจน โดย ธปท. ได้ปรับลดการคาดการณ์อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2569 ลงสู่ระดับต่ำเพียง 1.5% และคาดการณ์ว่าการบริโภคภาคเอกชนจะชะลอตัวลงตามรายได้ที่ลดลง
รายงานระบุว่า ธปท. กำลังเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้พิทักษ์เสถียรภาพทางการเงิน มาสู่การเป็นผู้ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแข็งขัน นักวิเคราะห์บางสำนักคาดการณ์ว่า ธปท. อาจจำเป็นต้องลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกครั้งสู่ระดับ 1.00% ภายในไตรมาสแรกของปี 2569 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่อ่อนแอ
บทสรุปและแนวโน้ม
จากรายงานข่าวที่สอดคล้องกันของ Bloomberg, CNBC, และ Reuters ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินสหรัฐฯ และความตึงเครียดทางการค้าโลก สำหรับประเทศไทย ความท้าทายจากภายนอกเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกและกำลังซื้อภายในประเทศ ทำให้รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยต้องใช้เครื่องมือทางการเงินเข้าจัดการเพื่อประคองเศรษฐกิจให้เติบโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในระดับต่ำ



















