สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนปะทุอีกครั้ง ฉุดตลาดเอเชียดิ่งเหว

0
105





สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนปะทุอีกครั้ง ฉุดตลาดเอเชียดิ่งเหว


สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนปะทุอีกครั้ง ฉุดตลาดเอเชียดิ่งเหว

วอชิงตัน/ปักกิ่ง/นิวยอร์ก – รายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวการเงินชั้นนำระดับโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ชี้ตรงกันถึงความผันผวนครั้งใหม่ในตลาดการเงินทั่วโลก ภายหลังความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนได้กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง ด้วยการขู่ใช้มาตรการภาษีครั้งใหม่ที่สร้างความกังวลอย่างหนักต่อห่วงโซ่อุปทานและแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชีย

สหรัฐฯ ขู่ขึ้นภาษีชุดใหญ่ มุ่งเป้าภาคเทคโนโลยี

ความเคลื่อนไหวล่าสุดจากทำเนียบขาวได้ส่งสัญญาณถึงการยกระดับความขัดแย้งทางการค้า โดยมีการขู่ที่จะกำหนดมาตรการภาษีใหม่ต่อสินค้าจีนบางประเภทในอัตราที่สูงลิ่ว ซึ่งบางรายงานระบุว่าอาจสูงถึง 100% สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ถูกมองว่ามีการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม มาตรการเหล่านี้มุ่งเป้าไปที่ภาคส่วนสำคัญทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ของจีน ซึ่งเป็นประเด็นที่ Bloomberg และ CNBC ให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด โดยวิเคราะห์ว่านี่คือความพยายามของสหรัฐฯ ในการกีดกันการเข้าถึงเทคโนโลยีสำคัญและปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรง

แหล่งข่าวจาก Reuters รายงานว่า การตอบโต้ของจีนยังคงเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยปักกิ่งได้เตรียมมาตรการตอบโต้ทางภาษีเช่นกัน ทำให้เกิดความกังวลว่าโลกกำลังเข้าสู่ภาวะ “สงครามการค้า” รอบใหม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าและการดำเนินธุรกิจทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้ การปรับขึ้นภาษีถูกมองว่ามีผลกระทบเสมือนการขึ้นภาษีผู้บริโภค ซึ่งจะบั่นทอนกำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม

ตลาดหุ้นเอเชียร่วงหนัก: ดัชนีหลักดิ่งลงทันที

ผลกระทบจากข่าวความตึงเครียดดังกล่าวสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในตลาดหุ้นเอเชีย โดย CNBC และ Reuters รายงานว่า ดัชนีหลักในภูมิภาคส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ตลาดหุ้นในญี่ปุ่นและจีนแผ่นดินใหญ่เป็นผู้นำในการปรับตัวลง ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) และออสเตรเลียก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยดัชนีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) โดยรวมลดลงไปถึง 1.6% ในช่วงที่มีความกังวลสูงสุด นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเหล่านี้ระบุว่า ความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าคือปัจจัยหลักที่ผลักดันให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย

ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์การลงทุนจาก Bloomberg ระบุว่า ตลาดโลกมีความสัมพันธ์กับตลาดสหรัฐฯ มากกว่าที่เคยเป็นมา การตัดสินใจเชิงนโยบายของสหรัฐฯ จึงส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกอย่างรุนแรง การที่ตลาดเอเชียตอบสนองในทางลบอย่างพร้อมเพรียง สะท้อนให้เห็นว่าภูมิภาคนี้มีความอ่อนไหวต่อความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสองมหาอำนาจอย่างยิ่ง

นักเศรษฐศาสตร์ Bloomberg เตือน: GDP โลกถูกฉุดลง

ในด้านมุมมองทางเศรษฐศาสตร์มหภาค รายงานจาก Bloomberg ได้เปิดเผยบทวิเคราะห์ที่น่ากังวล โดยระบุว่ามาตรการภาษีที่เพิ่มขึ้นนี้มีลักษณะเป็นปัจจัยลบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก (Global GDP) นักเศรษฐศาสตร์ของ Bloomberg ได้ปรับลดประมาณการการเติบโตของ GDP สหรัฐฯ ในปี 2568 ลงเหลือ 1.5% จากเดิมที่ 2.1% โดยชี้ว่าสงครามการค้าที่ยืดเยื้ออาจส่งผลให้ GDP โลกโดยรวมลดลงหลายล้านล้านดอลลาร์ในระยะยาว

การปรับลดคาดการณ์นี้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงที่สำคัญที่ทั่วโลกต้องเผชิญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังเผชิญกับภาวะความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Fragmentation) ซึ่งเป็นประเด็นที่สำนักข่าวสำคัญต่างให้ความสำคัญในการรายงานวิเคราะห์

ผลกระทบต่ออาเซียนและประเทศไทย

สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ซึ่งรวมถึงประเทศไทย ความตึงเครียดครั้งใหม่นี้นำมาซึ่งความเสี่ยงที่ซับซ้อน สำนักข่าว Channel News Asia (อ้างอิงข้อมูลจากนักวิเคราะห์ระดับโลก) รายงานว่า ประเทศในอาเซียนมีความเสี่ยงที่จะถูก “กีดกัน” หรือได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีที่สูงกว่าจีน หากไม่มีการบริหารจัดการนโยบายการค้าอย่างระมัดระวัง ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศในอาเซียนถูกมองว่าเป็นทางเลือกในการย้ายฐานการผลิต (Supply Chain Relocation) จากจีน แต่การกลับมาปะทุของสงครามการค้าอาจทำให้เกิดความสับสนและชะลอการตัดสินใจลงทุน ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อโอกาสการเติบโตของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตในภูมิภาค

นักวิเคราะห์แนะนำว่า รัฐบาลและภาคธุรกิจในไทยจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและต้นทุนการนำเข้า-ส่งออกที่อาจเพิ่มขึ้น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกที่กำลังแตกแยกเป็นกลุ่มก้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ตามที่ Reuters และ Bloomberg ได้สรุปไว้ การเฝ้าระวังและปรับตัวอย่างรวดเร็วจึงเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาเศรษฐกิจไทยฝ่าฟันวิกฤตความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในครั้งนี้.

อ้างอิงข้อมูล: Bloomberg, CNBC, Reuters และบทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง