สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: สงครามการค้า ตะวันออกกลางเดือด และ AI กับตลาดหุ้นโลก
จากรายงานข่าวล่าสุดของสำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม 2569 ตลาดโลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนหลายประการ ทั้งจากนโยบายการค้าที่ผันผวน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง รวมถึงทิศทางของเศรษฐกิจโลกและบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ยังคงเป็นหัวข้อหลักในการลงทุน.
สงครามการค้าและมาตรการภาษี: ความไม่แน่นอนที่กลับมา
นโยบายการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังจากศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ได้มีคำสั่งยกเลิกมาตรการภาษีฉุกเฉินบางส่วนที่เขาเคยประกาศใช้. อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ตอบโต้ด้วยการขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 15% ซึ่งสร้างความกังวลอย่างมากในตลาด. การเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้สหภาพยุโรป (EU) แสดงความกังวลและมีแผนที่จะระงับกระบวนการให้สัตยาบันข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ.
ความไม่แน่นอนทางการค้านี้ผลักดันให้นักลงทุนหันไปหาสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำและเงิน ซึ่งราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นเหนือ 5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และเงินก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน. รายงานยังระบุด้วยว่า ผู้ที่รับภาระภาษีเหล่านี้ส่วนใหญ่คือผู้บริโภคชาวอเมริกันเอง.
ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง: วิกฤตการณ์อิหร่านและราคาน้ำมัน
สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก เมื่อมีรายงานว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และส่งผลกระทบต่อตลาดโลก. ความขัดแย้งนี้จุดชนวนความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญสำหรับน้ำมันดิบ.
แม้ว่าก่อนหน้านี้ราคาน้ำมันจะอ่อนตัวลงในช่วงสัปดาห์แรกของปี 2569 เนื่องมาจากความกังวลเกี่ยวกับอุปทานส่วนเกิน แต่ความตึงเครียดล่าสุดได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่หนุนราคาน้ำมันให้กลับมาทรงตัวและมีแนวโน้มสูงขึ้นอีกครั้ง. นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจทรงตัวใกล้ระดับ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2569 แต่สถานการณ์ความขัดแย้งนี้อาจเปลี่ยนแปลงภาพรวมได้.
ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและนโยบายการเงิน
เศรษฐกิจโลกคาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องที่ประมาณ 3% ในปี 2569 แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นแม้จะเผชิญกับการหยุดชะงักทางการค้าและความไม่แน่นอนของนโยบาย. สหรัฐฯ คาดว่าจะเป็นประเทศในกลุ่ม G7 ที่มีการเติบโตเร็วที่สุด. อย่างไรก็ตาม รายงานจากสมาคมนักบัญชีที่ได้รับอนุญาต (ACCA) ชี้ว่าการเติบโตจะอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผลแต่ไม่ “น่าตื่นเต้นเป็นพิเศษ”.
ในด้านเงินเฟ้อ ราคาผู้ผลิตของสหรัฐฯ ในเดือนมกราคม 2569 เพิ่มขึ้นเกินคาด ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อของเยอรมนีในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ชะลอตัวลงเล็กน้อย. ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในช่วงปลายปี 2568 แต่ยังคงคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดเพียงครั้งเดียวในปี 2569 โดยมีความเห็นที่แตกต่างกันในหมู่คณะกรรมการ. การถกเถียงเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ ตลาดแรงงาน และท่าทีของ Fed ยังคงดำเนินต่อไป.
ตลาดหุ้นและอิทธิพลของ AI
ตลาดหุ้นทั่วโลกคาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยภายในสิ้นปี 2569 แต่ก็อาจเผชิญกับความท้าทายในการทำซ้ำผลงานที่แข็งแกร่งในปี 2568 โดยนักกลยุทธ์กว่าครึ่งคาดว่าจะมีการปรับฐานของตลาดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า. ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นธีมหลักที่ขับเคลื่อนหุ้นเทคโนโลยี แต่ก็มีความกังวลเกี่ยวกับการประเมินมูลค่าที่สูงเกินไปและฟองสบู่ที่อาจเกิดขึ้น. นักลงทุนกำลังมองหาหลักฐานว่าการลงทุนใน AI จะสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า.
มีการสังเกตเห็นการปรับสมดุลของพอร์ตการลงทุน โดยนักลงทุนเริ่มกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นเทคโนโลยีที่มีความเข้มข้นสูง. ภาคส่วนซอฟต์แวร์ได้เข้าสู่ภาวะตลาดหมีท่ามกลางความกลัวการหยุดชะงักจาก AI. ในขณะที่ภาคพลังงานมีผลงานโดดเด่นแต่ก็ดูเหมือนจะมีมูลค่าสูงเกินไป.
โดยสรุปแล้ว เศรษฐกิจโลกในช่วงต้นปี 2569 กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนและมีความท้าทายหลายด้าน ทั้งจากนโยบายการค้าที่ไม่แน่นอน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงาน และทิศทางของตลาดหุ้นที่ยังคงได้รับอิทธิพลอย่างมากจากเทคโนโลยี AI แต่ก็มีความกังวลถึงความยั่งยืนของมูลค่าหุ้นในระยะยาว.


















