สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เกาะติดสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและตลาดการเงิน

0
37






สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เกาะติดสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและตลาดการเงิน


สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เกาะติดสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและตลาดการเงิน

สำนักข่าวเศรษฐกิจชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานถึงสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลกที่ยังคงเต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอนในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม 2569 โดยมีประเด็นสำคัญหลายด้านที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกต่างจับตาอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง ไปจนถึงสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เร่งตัวขึ้น

มุมมองจาก Bloomberg: อัตราดอกเบี้ยไทยและมิติการค้าโลก

รายงานจาก Bloomberg ชี้ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้สร้างความประหลาดใจด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 1% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2565 โดยส่งสัญญาณว่าวงจรการผ่อนคลายทางการเงินอาจใกล้สิ้นสุดลง หากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมีโมเมนตัมที่เพียงพอ. การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นมาตรการเชิงรุกเพื่อประคองการฟื้นตัวที่ยังเปราะบาง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะเติบโตต่ำกว่าศักยภาพในปี 2569 และ 2570 และอัตราเงินเฟ้อยังคงติดลบต่อเนื่องเป็นเวลา 10 เดือน. อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ค่าเงินบาทลดช่วงบวกก่อนหน้า.

ในด้านการค้าระหว่างประเทศ สหภาพยุโรป (EU) กำลังพิจารณาระงับกระบวนการให้สัตยาบันข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อรอความชัดเจนเกี่ยวกับแผนภาษีของวอชิงตัน. การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยยกเลิกมาตรการภาษีฉุกเฉินหลายรายการที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยกำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ประกาศใช้มาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลกครั้งใหม่ในอัตรา 15% ทันที ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนและแนวโน้มความตึงเครียดทางการค้าอย่างต่อเนื่อง. สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นประเด็นสำคัญ โดยผู้นำทั่วโลกเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดลง หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน. หากความขัดแย้งยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำมันของอิหร่าน ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงขึ้นถึง 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล. ราคาทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ได้ปรับตัวลดลงหลังจากที่พุ่งขึ้นต่อเนื่อง 4 วัน เนื่องจากนักลงทุนขายทำกำไร ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง.

บทวิเคราะห์จาก CNBC: เงินเฟ้อสหรัฐฯ และการลงทุน AI

CNBC รายงานว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงเมื่อเร็วๆ นี้ หลังจากตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนมกราคมออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญ. ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังคงเหนียวแน่น และซ้ำเติมความกังวลของนักลงทุนที่ต้องเผชิญความผันผวนตลอดทั้งเดือน. ดัชนี Dow Jones Industrial Average, S&P 500 และ Nasdaq Composite ต่างปรับตัวลดลง. อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นยุโรปกลับเปิดบวกตอบรับการประเมินทิศทางการค้าโลก ภายหลังทรัมป์กล่าวในสุนทรพจน์ State of the Union ว่าเชื่อว่าภาษีศุลกากร 10% สามารถเข้ามาแทนที่ระบบภาษีเงินได้ในอนาคตได้.

ภาคเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกและเป็นศูนย์กลางของการแข่งขันระดับโลก. บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของโลกกำลังอัดฉีดเงินลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์เข้าสู่ระบบนิเวศ AI ของอินเดีย ทำให้อินเดียกลายเป็นศูนย์กลาง AI แห่งใหม่ท่ามกลางเกมภูมิรัฐศาสตร์. นอกจากนี้ ซีอีโอของ Anthropic ยังคงยืนยันเงื่อนไขในการใช้ AI กับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ. ในส่วนของการดำเนินงานภายใน CNBC เอง กำลังมีการปรับโครงสร้างห้องข่าวเพื่อรวมการดำเนินงานด้านโทรทัศน์และดิจิทัลเข้าด้วยกัน ซึ่งจะนำไปสู่การลดตำแหน่งงานบางส่วน และเตรียมที่จะเปิดตัวระบบ Paywall บนเว็บไซต์.

รายงานจาก Reuters: เศรษฐกิจไทยและประเด็นสังคม

สำนักข่าว Reuters ระบุว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างมากในไตรมาสที่ 3 ของปีที่ผ่านมา เนื่องจากการบริโภคภาคครัวเรือนที่อ่อนแอและความไม่แน่นอนภายในประเทศ แม้จะมีการส่งออกที่เพิ่มขึ้นก็ตาม. หนี้ครัวเรือนที่สูงและความเชื่อมั่นที่เปราะบางได้ส่งผลกระทบต่อการบริโภคภาคเอกชนอย่างหนัก. แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของการส่งออกในปี 2568 แต่ภาพรวมเศรษฐกิจยังคงมืดมน. เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีไทยได้ประกาศนโยบายที่เน้นเศรษฐกิจและมาตรการแจกเงินมูลค่า 1.34 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่าย แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักเศรษฐศาสตร์.

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้เริ่มใช้กฎระเบียบใหม่ที่เข้มงวดในการซื้อขายทองคำรายย่อยตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมนี้ เพื่อควบคุมกิจกรรมการเก็งกำไรที่กระตุ้นให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น โดยกำหนดวงเงินการทำธุรกรรมทองคำออนไลน์ที่ 50 ล้านบาทต่อคนต่อแพลตฟอร์มต่อวัน. ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 9% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสกุลเงินที่แข็งค่าเป็นอันดับสองในเอเชีย. ในด้านประเด็นสังคม Reuters ยังเปิดเผยว่ายักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดียกำลังสร้างรายได้มหาศาลจากโฆษณาของกลุ่มมิจฉาชีพ ท่ามกลางความพยายามทั่วโลกที่จะจัดการกับแก๊งอาชญากรรมออนไลน์.

สรุป

จากรายงานของ Bloomberg, CNBC และ Reuters แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินยังคงเผชิญกับความท้าทายและความผันผวนจากหลายปัจจัย ทั้งจากนโยบายทางการค้าที่ไม่แน่นอนของสหรัฐฯ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วของ AI สำหรับประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจภายในประเทศและพยายามใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายจึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์เหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์และรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที