สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดคงดอกเบี้ยท่ามกลางเงินเฟ้อสูง-กำไรบริษัทแกร่ง
(กรุงเทพฯ, 2 กุมภาพันธ์ 2569) ตลาดการเงินโลกยังคงเคลื่อนไหวอย่างผันผวนในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยได้รับแรงกดดันจากสองปัจจัยหลักที่ถูกรายงานอย่างต่อเนื่องโดยสำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้แก่ การตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง และผลประกอบการที่แข็งแกร่งเกินคาดของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในช่วงฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2568
อัปเดตหลัก ณ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569:
- ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามคาด แต่ย้ำว่าเงินเฟ้อยัง “สูงขึ้นเล็กน้อย”
- ฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาส 4/2568 แข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่ม Big Tech
- ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นรับข่าวดีด้านผลประกอบการ ก่อนจะชะลอตัวลงตามความกังวลด้านเศรษฐกิจมหภาค
เฟดคงดอกเบี้ย แต่ยังกังวล “เงินเฟ้อสูงขึ้นเล็กน้อย”
รายงานจาก Reuters ระบุว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับเดิม ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้. อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ของ Fed ยังคงส่งสัญญาณที่ระมัดระวัง โดยเน้นย้ำถึงความเสี่ยงที่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่ “สูงขึ้นเล็กน้อย” ซึ่งอาจส่งผลให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคตต้องเป็นไปอย่างช้ากว่าที่นักลงทุนบางส่วนคาดหวัง.
บทวิเคราะห์ของ Bloomberg ชี้ว่า ตลาดกำลังจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่จะมีการเปิดเผยในสัปดาห์นี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls) ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญที่ Fed ใช้ในการประเมินทิศทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะถัดไป. ความเคลื่อนไหวของตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ จึงยังคงผันผวน เนื่องจากนักลงทุนพยายามประเมินเวลาที่ Fed จะเริ่มลดดอกเบี้ยครั้งแรกให้แม่นยำยิ่งขึ้น
แรงหนุนจากฤดูกาลรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง
ในขณะที่ความกังวลด้านเศรษฐกิจมหภาคยังคงอยู่ ข่าวดีจากฝั่งผลประกอบการของภาคเอกชนได้เข้ามาเป็นแรงหนุนสำคัญให้กับตลาดหุ้น รายงานจาก CNBC และแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ระบุว่า ฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2568 เป็นไปอย่างแข็งแกร่งเกินความคาดหมาย. ข้อมูลเบื้องต้น ณ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ชี้ให้เห็นว่า บริษัทที่ได้รายงานผลประกอบการไปแล้วราวหนึ่งในสาม มีอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS) เฉลี่ยสูงถึง 15.3% ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์เดิมอย่างมีนัยสำคัญ.
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) เป็นหัวใจสำคัญของข่าวดีนี้. แม้ว่าตลาดจะมีความผันผวน แต่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงได้รับแรงซื้อกลับเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผลประกอบการที่ออกมาดีช่วยตอกย้ำถึงความสามารถในการทำกำไรและสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งแม้ในสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน. ดัชนี S&P 500 มีการปรับตัวทำสถิติสูงสุดใหม่ในช่วงก่อนหน้า ก่อนที่จะมีการเทขายทำกำไรในภายหลัง.
ผลกระทบต่อตลาดโลกและค่าเงินบาท
สถานการณ์คู่ขนานระหว่าง Fed ที่ระมัดระวังและผลประกอบการที่แข็งแกร่งนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้. Reuters ชี้ว่า ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ยังคงต้องเผชิญกับความผันผวนของกระแสเงินทุน เนื่องจากความไม่แน่นอนในทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงรักษาระดับความแข็งแกร่งไว้ได้
สำหรับประเทศไทย อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ (USD/THB) ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบ แต่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงเล็กน้อยในช่วงสั้น ๆ ตามแรงกดดันจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นหลังแถลงการณ์ของ Fed. นักวิเคราะห์จาก Bloomberg เตือนว่า นักลงทุนควรติดตามความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะราคาทองคำและน้ำมัน ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ อย่างมาก.
โดยสรุป รายงานข่าวจากสามสำนักข่าวใหญ่แสดงให้เห็นว่า ตลาดการเงินโลก ณ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 กำลังอยู่ภายใต้แรงดึงดูดของสองขั้ว: ความกังวลเชิงนโยบายการเงินที่ยืดเยื้อของ Fed และความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นจากความสามารถในการสร้างกำไรของภาคธุรกิจ การจับตาดูตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้จึงเป็นกุญแจสำคัญในการกำหนดทิศทางของตลาดในช่วงต่อไป
อ้างอิง: [1], [2], [5], [6], [8], [9], [11], [12]


















