สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดหั่นดอกเบี้ยส่งท้ายปี 2568 – บาทแข็งกดดันการเติบโตไทย
สำนักข่าวเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters รายงานตรงกันถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลกในช่วงส่งท้ายปี 2568 ที่เต็มไปด้วยความหวังจากการผ่อนคลายนโยบายการเงินของสหรัฐฯ แต่ขณะเดียวกันก็มีปัจจัยเสี่ยงด้านการค้าโลกที่ยังคงกดดัน โดยเฉพาะผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่ต้องเผชิญกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว จนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องเข้าแทรกแซงและปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย.
สัญญาณผ่อนคลายจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)
รายงานข่าวจากต่างประเทศระบุว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) ได้มอบ “ของขวัญวันหยุด” ให้แก่ตลาดการเงินโลก ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25 Basis Points (bps) เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568. การลดดอกเบี้ยครั้งนี้นับเป็นการปรับลดครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 และเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า Fed กำลังเดินหน้าเข้าสู่วัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยคาดการณ์ว่าจะมีการลดดอกเบี้ยต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569.
นักวิเคราะห์จาก CNBC และ Bloomberg ชี้ว่า การตัดสินใจของ Fed ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีแรงหนุนในช่วงปลายปี และส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ในเอเชีย รวมถึงประเทศไทย.
บาทแข็งเป็นอุปสรรคต่อการเติบโต: ธปท. ต้องเข้าแทรกแซง
ผลพวงจากการลดดอกเบี้ยของ Fed ได้สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เนื่องจากทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว. สำนักข่าว Reuters และ Bloomberg รายงานว่า การแข็งค่าของเงินบาทได้กลายเป็น “อุปสรรคต่อการเติบโต” (Growth Headwind) ของเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออก.
เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ธปท. จึงตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยลงเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท และกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ. นอกจากนี้ ธปท. ยังได้สั่งการให้มีการตรวจสอบธุรกรรมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการขายดอลลาร์อย่างเข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะธุรกรรมขนาดใหญ่ เพื่อควบคุมความผันผวนและชะลอการแข็งค่าของเงินบาท.
รายงานจาก ธปท. ระบุว่า ค่าเงินบาทมีความผันผวนตามการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งได้รับแรงขับเคลื่อนจากความกังวลและแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เอง. การแข็งค่าของเงินบาทเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีการเติบโตที่ชะลอตัว โดยคาดการณ์อัตราการเติบโตของ GDP ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 อยู่ที่ระดับประมาณ 2.0% เท่านั้น.
ความเสี่ยงที่ยังคงอยู่: สงครามการค้าและหนี้ครัวเรือน
แม้จะมีสัญญาณบวกจากการผ่อนคลายทางการเงิน แต่รายงานข่าวจากหลายสำนักยังคงเน้นย้ำถึงความเสี่ยงด้านการค้าโลกที่ยังคงคุกคามเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง. ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ (SCB EIC) คาดการณ์ว่า ความตึงเครียดทางการค้าและผลกระทบจากมาตรการภาษีอาจทำให้การส่งออกของไทยหดตัวลงถึง 1.5% ในปี 2568.
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เสริมว่า สงครามการค้าที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากนโยบายการค้าของรัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐฯ รวมถึงกฎเกณฑ์ “Local Content” ที่เข้มงวดขึ้น เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อภาคการส่งออกของไทย. แม้ว่าสหรัฐฯ จะเคยระงับการเรียกเก็บภาษีตอบโต้ประเทศที่มีดุลการค้าเกินดุลภายใต้กฎหมาย IEEPA เมื่อเดือนเมษายน 2568 แต่ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้ายังคงเป็นปัจจัยหลักที่จำกัดการเติบโตของภาคส่งออก.
นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับความท้าทายภายในที่สำคัญคือ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 86.4% ของ GDP ในปี 2568. ปัจจัยนี้เป็นอุปสรรคต่อการบริโภคภายในประเทศ และทำให้ความสามารถในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยมีความเปราะบาง.
สรุปและแนวโน้มปี 2569
โดยสรุป การรายงานข่าวจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters ในช่วงปลายปี 2568 ได้ฉายภาพเศรษฐกิจโลกที่มีความหวังจากการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว สัญญาณบวกดังกล่าวได้กลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่า และกดดันการส่งออกที่อ่อนแออยู่แล้ว. รัฐบาลและ ธปท. จึงต้องดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง เพื่อจัดการกับความผันผวนของค่าเงินและบรรเทาผลกระทบจากความตึงเครียดทางการค้า เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในปี 2569.



















