สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เศรษฐกิจโลกผันผวน ท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการเงินที่แตกต่าง

0
29






สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เศรษฐกิจโลกผันผวน ท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการเงินที่แตกต่าง


วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม 2569

สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เศรษฐกิจโลกผันผวน ท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการเงินที่แตกต่าง

สถานการณ์เศรษฐกิจโลก ณ ต้นเดือนมีนาคม 2569 ยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุขึ้น นโยบายการเงินของธนาคารกลางที่เริ่มเดินสวนทางกัน รวมถึงพลวัตในตลาดเทคโนโลยีและพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป รายงานล่าสุดจากสำนักข่าวชั้นนำอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รวบรวมประเด็นสำคัญที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางและผลกระทบต่อราคาน้ำมัน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีรายงานการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านในดูไบ ซึ่งเป็นการตอบโต้การโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอล เหตุการณ์เหล่านี้ได้จุดชนวนความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพด้านพลังงานทั่วโลกอีกครั้ง รายงานระบุว่า ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความตึงเครียดในภูมิภาคและการคุกคามต่ออุปทานพลังงานทั่วโลก

ณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent crude) ซื้อขายอยู่ที่ 71.06 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) อยู่ที่ 65.58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าปริมาณสำรองน้ำมันในสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก็ตาม ขณะที่ราคาน้ำมันเบรนต์ล่าสุดอยู่ที่ 72.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นักวิเคราะห์ประเมินว่า หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันโลกอาจพุ่งสูงขึ้นถึง 20-100% หรือราว 70-75 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อต้นทุนการขนส่งและการผลิตสินค้าทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวคาดว่าจะทำให้มูลค่าการส่งออกของไทยไปยังตะวันออกกลางลดลง 10,000-60,000 ล้านบาท และยังส่งผลให้ค่าขนส่งและค่าประกันภัยระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น 50-140% เนื่องจากเส้นทางการเดินเรือที่ต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางที่ยาวนานขึ้น

นโยบายการเงินและการควบคุมเงินเฟ้อที่แตกต่างกัน

นโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกกำลังแสดงทิศทางที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายการลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง โดยได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาแล้วถึง 3 ครั้งในช่วงปลายปี 2568 และเป็นการลดครั้งที่ 6 ของวัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายในรอบนี้ ซึ่งทำให้ Federal Funds Rate ลดลง 25 จุดพื้นฐาน การตัดสินใจนี้มีขึ้นท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอลง โดยอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.1% และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) อยู่ในภาวะหดตัวต่อเนื่องเป็นเวลา 13 เดือน

ในทางตรงกันข้าม ธนาคารกลางหลักอื่นๆ เช่น ธนาคารกลางยุโรป (ECB), ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กำลังเตรียมพร้อมที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อประจำปีของเยอรมนีในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ลดลงเหลือ 1.9% จาก 2.1% ในเดือนมกราคม ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางออสเตรเลียยังคงส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก หากอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง

สำหรับประเทศไทย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP ไทยในปี 2569 เหลือ 1.6% โดยระบุว่าอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำอาจเปิดโอกาสให้มีการลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่น่าเป็นห่วง โดยคาดการณ์ว่าทั่วโลกจะมีอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์เพิ่มขึ้น 10.3% ในปี 2569 ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อระบบสุขภาพของไทยเช่นกัน

ตลาดเทคโนโลยีและกระแส AI

ในภาคเทคโนโลยี Nvidia ยังคงเป็นดาวเด่น โดยรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 แสดงให้เห็นการเติบโตที่โดดเด่นในธุรกิจศูนย์ข้อมูล และมีการคาดการณ์แนวโน้มที่ดีเกินคาด นอกจากนี้ OpenAI ได้ระดมทุนได้สูงถึง 110,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมี Amazon, Nvidia และ SoftBank เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักที่เกิดจาก AI และความยั่งยืนของการลงทุนใน AI แต่ Nvidia ยังคงถูกมองว่าเป็นรากฐานสำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่

ในทางกลับกัน ตลาดสมาร์ทโฟนกลับมีแนวโน้มชะลอตัว โดย Bloomberg รายงานว่าตลาดสมาร์ทโฟนอาจเผชิญกับการหดตัวที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2569

ภาพรวมเศรษฐกิจโลก

Goldman Sachs Research คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะมีการเติบโตที่แข็งแกร่งในปี 2569 โดยคาดการณ์ GDP ทั่วโลกที่ปรับตามอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 2.9% ซึ่งสูงกว่าประมาณการที่เป็นเอกฉันท์ที่ 2.7% การเติบโตนี้ได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายทางการคลังที่สูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลง และผลกระทบจากภาษีที่ลดลง

  • เศรษฐกิจสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 2.8% ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.2%
  • เศรษฐกิจจีนคาดว่าจะเติบโต 4.8% สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 4.6%
  • สหราชอาณาจักรคาดการณ์เศรษฐกิจจะเติบโต 1.5% โดยอัตราเงินเฟ้อจะชะลอตัวลงเหลือ 2.2% ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ซึ่งจะเปิดทางให้ธนาคารกลางลดอัตราดอกเบี้ยได้
  • GDP ของแคนาดาหดตัว 0.2% ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568
  • การส่งออกของเกาหลีใต้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพิ่มขึ้น 29.0% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ของตลาด

โดยรวมแล้ว เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงที่ซับซ้อน โดยมีความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้นและการดำเนินนโยบายการเงินที่แตกต่างกัน ซึ่งนักลงทุนและผู้ประกอบการจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับความผันผวนเหล่านี้