สรุปข่าวเด่นทั่วโลก: รายงานพิเศษจาก Bloomberg, CNBC, Reuters

0
106






สรุปข่าวเด่นทั่วโลก: รายงานพิเศษจาก Bloomberg, CNBC, Reuters


สรุปข่าวเด่นทั่วโลก: รายงานพิเศษจาก Bloomberg, CNBC, Reuters

วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2568

สำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ได้รายงานความคืบหน้าสำคัญในประเด็นเศรษฐกิจ การเงิน และภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินและภาคธุรกิจทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ สถานการณ์สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่ทวีความตึงเครียด และแนวโน้มราคาน้ำมันดิบโลกที่ผันผวนจากภาวะอุปทานล้นตลาด

1. การเงินโลก: ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และความไม่แน่นอนของอัตราดอกเบี้ย

ความเคลื่อนไหวล่าสุดจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงเป็นจุดสนใจหลักของตลาดโลก รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของเดือนตุลาคม 2568 ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 แสดงให้เห็นถึงความเห็นที่แตกแยกกันในหมู่กรรมการเกี่ยวกับความจำเป็นในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม ทั้งนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในเดือนตุลาคม ถือเป็นการปรับลดครั้งที่สองติดต่อกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารายงานการประชุมจะสร้างความกังขา แต่ตลาดส่วนใหญ่ยังคงมีความคาดหวังว่า Fed อาจจะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกครั้งในการประชุมรอบสุดท้ายของปี 2568 ที่จะมีขึ้นในเดือนธันวาคม หากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเป็นครั้งที่สามในปีนี้ จะเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความกังวลของ Fed ต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และแรงกดดันจากตลาดที่ต้องการสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้น

2. ภูมิรัฐศาสตร์และการค้า: สงครามภาษีสหรัฐฯ-จีนที่รุนแรงขึ้น

สถานการณ์ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตลอดปี 2568 ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยการเผชิญหน้าได้นำไปสู่การขึ้นภาษีครั้งใหญ่ ซึ่งสหรัฐฯ ได้ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากจีนในอัตราที่สูงถึง 145%

ล่าสุด สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้ออกมาระบุเมื่อเร็วๆ นี้ว่า การพิจารณาเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 100% จะขึ้นอยู่กับการดำเนินการและท่าทีของรัฐบาลปักกิ่งเป็นสำคัญ นักวิเคราะห์มองว่าความตึงเครียดทางการค้าที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นความพยายามของสหรัฐฯ ในการตอบโต้คู่แข่งทางเศรษฐกิจหลักอย่างจีน และคาดว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะยังคงยกระดับการเผชิญหน้าทางการค้าต่อไป ทั้งการเพิ่มภาษีและการคว่ำบาตรบริษัทจีน สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ภาคธุรกิจทั่วโลกต้องปรับตัวและประเมินความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่อง

3. ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์: ราคาน้ำมันดิบโลกเผชิญภาวะอุปทานล้น

ในส่วนของตลาดพลังงานโลก รายงานสถานการณ์น้ำมันประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 จากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ชี้ให้เห็นถึงภาวะอุปทานน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล โดยปริมาณการผลิตน้ำมันดิบทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 6.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน นับตั้งแต่เดือนมกราคม ซึ่งมาจากการผลิตที่เพิ่มขึ้นทั้งจากกลุ่มประเทศ OPEC+ และกลุ่มประเทศนอก OPEC+

ภาวะอุปทานล้นตลาดนี้ได้ส่งผลกดดันอย่างหนักต่อราคาน้ำมันดิบ รายงานของ Bloomberg Intelligence คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) จะยังคงต่ำกว่า 70 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลไปจนถึงสิ้นปี 2568 สอดคล้องกับมุมมองของธนาคารโลก (World Bank) ที่คาดการณ์ว่าราคาเฉลี่ยของน้ำมันดิบเบรนท์ในปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 64 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าปี 2567 อย่างมีนัยสำคัญ นักวิเคราะห์ระบุว่าความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันนั้นโน้มเอียงไปในทิศทางขาลง เนื่องจากอุปทานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและอุปสงค์ที่ชะลอตัว

โดยสรุป ภาพรวมข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, และ Reuters สะท้อนให้เห็นถึงตลาดการเงินโลกที่ยังคงมีความผันผวนสูงภายใต้ความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินสหรัฐฯ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยกระดับขึ้น และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ที่ถูกกดดันจากภาวะอุปทานที่ท่วมท้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการและนักลงทุนทั่วโลกต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อวางแผนรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในปีหน้า

รายงานนี้รวบรวมและวิเคราะห์จากแหล่งข้อมูลข่าวสารชั้นนำ: Bloomberg, CNBC, และ Reuters