สรุปข่าวเด่นประจำปี: การวิเคราะห์เชิงลึกจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters
ในช่วงปลายปี 2568 สำนักข่าวทางการเงินชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้เผยแพร่บทสรุปและบทวิเคราะห์ที่สำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและตลาดการเงิน โดยมีประเด็นหลักที่น่าจับตา ตั้งแต่ผลกระทบของสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ไปจนถึงการเร่งตัวของกระแส AI และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ของธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการวางแผนเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศไทย
Bloomberg: ผลกระทบสงครามการค้าต่อ GDP โลก และความท้าทายของจีน
Bloomberg รายงานถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน โดยมีการประเมินว่าผลกระทบจากมาตรการภาษีและการกีดกันทางการค้าได้สร้างความเสียหายต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของโลกไปแล้วกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การคาดการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก และความจำเป็นที่หลายประเทศต้องปรับโครงสร้างการค้าใหม่เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาคู่ค้าหลัก
สำหรับสหรัฐฯ Bloomberg ได้ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของ GDP ในปี 2568 ลงเหลือเพียง 1.5% จากเดิม 2.1% ซึ่งสะท้อนถึงผลกระทบเชิงลบจากมาตรการภาษีที่เปรียบเสมือนการขึ้นภาษีครั้งใหญ่ ในขณะเดียวกัน เศรษฐกิจจีนก็กำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก โดยคาดการณ์ว่าในปี 2568 นี้ ภาคการค้าสุทธิ (Net Trade) จะมีน้ำหนักต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดในรอบเกือบสิบปี ปัจจัยเหล่านี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นที่รัฐบาลจีนต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศเพิ่มเติม เพื่อชดเชยการชะลอตัวของภาคการส่งออก
CNBC: หุ้นเทคฯ ผงาด! AI ขับเคลื่อนตลาดเป็นปีที่สามติดต่อกัน
ด้านตลาดทุน CNBC ได้สรุปผลการดำเนินงานของตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเน้นย้ำว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดเป็นปีที่สามติดต่อกันในปี 2568 การเติบโตนี้มีปัจจัยสำคัญมาจากความเร่งตัวของกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสชั่วคราว แต่ได้กลายมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของการลงทุน
รายงานระบุว่า บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) คาดว่าจะมีการใช้จ่ายด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องรวมกันสูงถึงประมาณ 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2568 ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการลงทุนที่มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมในระยะยาว แม้ว่าตลาดจะเผชิญกับความผันผวนในช่วงต้นปี แต่ CNBC ชี้ว่ามีสัญญาณบวกเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี โดยมีมุมมองในแง่ดีที่เพิ่มขึ้นว่าตลาดสหรัฐฯ อาจเห็นการกลับตัวของความเชื่อมั่นนักลงทุน ซึ่งเป็นผลมาจากการคาดการณ์การผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลาง การวิเคราะห์นี้เน้นย้ำว่านักลงทุนควรจับตาดูบริษัทที่มีความได้เปรียบทางเทคโนโลยี AI อย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นภาคส่วนที่นำตลาดต่อไปในอนาคต
Reuters: ธนาคารกลางทั่วโลกปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ
สำหรับนโยบายการเงิน Reuters รายงานว่าธนาคารกลางหลักทั่วโลกได้ดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2568 ด้วยความถี่และขนาดที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตการเงินโลกเมื่อกว่าทศวรรษที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นการผลักดันการผ่อนคลายนโยบายการเงินครั้งใหญ่ที่สุด เพื่อพยุงเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและจัดการกับภาวะเงินเฟ้อที่เริ่มคลี่คลายลง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ย Federal Funds Rate ลง 25 จุดพื้นฐาน สู่ช่วงเป้าหมาย 3.5%–3.75% ในการประชุมเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นการปรับลดต่อเนื่องจากการลดในเดือนกันยายน การตัดสินใจของ Fed และธนาคารกลางอื่นๆ เช่น ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ได้สร้างความชัดเจนเกี่ยวกับเส้นทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต และส่งผลให้เกิดความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นว่าจะมีอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงอีกในปีถัดไป ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนราคาสินทรัพย์ประเภทโลหะมีค่าให้แตะระดับสูงสุดใหม่ ก่อนที่จะมีการปรับฐานในช่วงปลายปี การปรับลดอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับประเทศที่มีภาระหนี้สูงและต้องการกระตุ้นการลงทุนภายในประเทศ เช่น ประเทศไทย
โดยสรุป ข่าวสารในช่วงปลายปี 2568 จากสำนักข่าว Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้ให้ภาพที่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ซับซ้อน โดยมีทั้งความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางการค้าและโอกาสมหาศาลจากเทคโนโลยี AI ในขณะที่นโยบายการเงินโลกได้เข้าสู่ยุคของการผ่อนคลาย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายในไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อวางแผนรับมือในปีหน้า.



















