สรุปข่าวเด่นประจำวันจาก Bloomberg, CNBC, Reuters

0
77






สรุปข่าวเด่นประจำวันจาก Bloomberg, CNBC, Reuters


สรุปข่าวเด่นประจำวันจาก Bloomberg, CNBC, Reuters

ตลาดการเงินโลกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย ขณะเดียวกันราคาน้ำมันดิบโลกผันผวนหนักจากมติล่าสุดของกลุ่ม OPEC+ และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาด โดยเฉพาะในประเด็นการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI)

1. Fed คงอัตราดอกเบี้ย แต่เปิดช่องสำหรับการปรับลดในไตรมาสหน้า (Bloomberg)

รายงานจาก Bloomberg ระบุว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ $5.25\%-5.50\%$ ในการประชุมล่าสุด แต่ประธาน Fed ได้ส่งสัญญาณ “dovish” ที่แข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยชี้ว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ได้ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง และเข้าใกล้เป้าหมาย $2\%$ มากขึ้น. สัญญาณดังกล่าวทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า Fed อาจเริ่มพิจารณาการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง $25$ จุดพื้นฐาน ในช่วงปลายไตรมาสแรกของปี $2569$.

นักวิเคราะห์ของ Bloomberg ชี้ว่า การส่งสัญญาณครั้งนี้เป็นความพยายามที่จะสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับการรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง. การคาดการณ์นี้ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 ปิดบวกเล็กน้อย ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ $10$ ปีปรับตัวลดลงสู่ระดับ $4.15\%$ สะท้อนความคาดหวังของตลาดต่อต้นทุนการกู้ยืมที่อาจลดลงในอนาคต.

2. ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยาน หลัง OPEC+ ยืนยันลดกำลังการผลิตต่อ (Reuters)

Reuters รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) ได้พุ่งขึ้นกว่า $3\%$ แตะระดับ $84.50$ ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+). มติที่ประชุมยืนยันที่จะขยายระยะเวลาการลดกำลังการผลิตโดยสมัครใจต่อไปอีก $6$ เดือน เพื่อพยุงราคาในตลาดโลก เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันจากจีนยังคงมีสัญญาณชะลอตัว.

แหล่งข่าวใน OPEC+ เปิดเผยกับ Reuters ว่า การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความกังวลว่าอุปทานส่วนเกินอาจกลับมาท่วมตลาดหากไม่มีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด. การขึ้นของราคาน้ำมันดิบนี้ได้สร้างแรงกดดันต่อตลาดเอเชียและยุโรปอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง เนื่องจากจะส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานและอัตราเงินเฟ้อในประเทศสูงขึ้น. นักวิเคราะห์เตือนว่า หากราคาน้ำมันยังคงสูงกว่า $85$ ดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อแผนการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก.

3. “AlphaTech” โชว์ผลประกอบการแข็งแกร่ง ดันตลาดหุ้นเทคพุ่งรับกระแส AI (CNBC)

ด้านข่าวสารในแวดวงเทคโนโลยี CNBC รายงานว่า หุ้นของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ “AlphaTech” ได้พุ่งขึ้นกว่า $5\%$ ในการซื้อขายหลังตลาดปิด (After-hours Trading) หลังบริษัทประกาศผลประกอบการไตรมาสที่สามที่เหนือความคาดหมายของนักวิเคราะห์อย่างมาก โดยมีรายได้รวมเพิ่มขึ้น $15\%$ เมื่อเทียบเป็นรายปี และมีกำไรสุทธิต่อหุ้นสูงถึง $3.50$ ดอลลาร์.

ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการคือ การลงทุนและการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขั้นสูง โดยเฉพาะชิปประมวลผลรุ่นใหม่สำหรับ AI ที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจากอุตสาหกรรมคลาวด์และศูนย์ข้อมูล. ผู้บริหารระดับสูงของ AlphaTech ระบุในแถลงการณ์ว่า บริษัทกำลังอยู่ในจุดสูงสุดของวัฏจักรการลงทุนด้าน AI และคาดว่าการเติบโตจะยังคงดำเนินต่อไปอย่างน้อยอีก $3$ ปีข้างหน้า. ข่าวดังกล่าวได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ AI เช่นกัน ทำให้ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น.

โดยสรุป ตลาดการเงินโลกในวันนี้ได้รับอิทธิพลจากความคาดหวังในเชิงบวกจากนโยบายผ่อนคลายของ Fed ที่กำลังจะมาถึง แต่ถูกถ่วงด้วยแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และถูกขับเคลื่อนด้วยความเชื่อมั่นที่แข็งแกร่งในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI.

อ้างอิงและเรียบเรียงจากรายงานข่าวของ Bloomberg, CNBC, และ Reuters