สรุปข่าวเด่นประจำวัน: อัปเดตล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, และ Reuters

0
116





สรุปข่าวเด่นประจำวัน: อัปเดตล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, และ Reuters


สรุปข่าวเด่นประจำวัน: อัปเดตล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, และ Reuters

สำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ได้รายงานข่าวสารและบทวิเคราะห์ที่สำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินในช่วงปลายปี 2568 โดยมีประเด็นหลักที่น่าจับตาคือ การปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงหนี้สินในประเทศกำลังพัฒนา และผลกระทบจากการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและสงครามการค้าต่อห่วงโซ่อุปทาน

IMF ส่งสัญญาณเตือน: ปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทั่วโลก

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เผยแพร่รายงาน World Economic Outlook ฉบับล่าสุด โดยส่งสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจโลกในปี 2569 (2026) และได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐอเมริกาสำหรับปี 2568 (2025) ลงเหลือ 1.8% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.7% ซึ่งบ่งชี้ถึงความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่สูงขึ้นในสหรัฐฯ

นอกจากนี้ IMF ยังระบุว่า ภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวมถูกปรับลดลงเล็กน้อยเช่นกัน โดยคาดการณ์ว่าการเติบโตจะทรงตัวที่ระดับ 4.2% ในปี 2569 (2026) การปรับลดคาดการณ์นี้มีสาเหตุหลักมาจากความตึงเครียดทางการค้าที่ยังคงดำเนินอยู่ และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนและความเชื่อมั่นทางธุรกิจทั่วโลก

ธนาคารโลกเตือนภัยหนี้สินประเทศกำลังพัฒนาแตะระดับสูงสุดในรอบ 50 ปี

ในส่วนของประเทศกำลังพัฒนา Reuters และ CNBC Africa ได้รายงานคำเตือนจากธนาคารโลก (World Bank) ที่ระบุว่ากลุ่มประเทศเหล่านี้ยัง “ไม่พ้นจากอันตราย” โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภาระต้นทุนการชำระหนี้ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจากธนาคารโลกชี้ให้เห็นว่า ส่วนต่างระหว่างต้นทุนการชำระหนี้ของประเทศกำลังพัฒนากับแหล่งเงินทุนใหม่ที่ได้รับ ได้พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 7.41 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปี 2565-2566 (2022-2023) ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดในรอบกว่า 50 ปี สถานการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศที่อ่อนแอ และเพิ่มความเสี่ยงของความเครียดในภาคการเงินโลก ท่ามกลางนโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสำคัญ

ความตึงเครียดทางการค้าและสงครามภาษีนำเข้า (Tariffs) ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ต้องเร่งหาทางออกในระดับภูมิภาคเพื่อลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศมหาอำนาจ

ผลกระทบของ AI: ห่วงโซ่อุปทานโลกเข้าสู่วิกฤตใหม่

ประเด็นด้านเทคโนโลยีก็เป็นอีกหนึ่งข่าวใหญ่ที่ถูกรายงานโดย Reuters โดยเฉพาะอย่างยิ่งปรากฏการณ์ “ความคลั่งไคล้ในปัญญาประดิษฐ์” (AI frenzy) ที่กำลังขับเคลื่อนให้เกิดวิกฤตห่วงโซ่อุปทานโลกครั้งใหม่

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรม AI ได้สร้างความต้องการที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับชิ้นส่วนและส่วนประกอบสำคัญ โดยเฉพาะชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูง ซึ่งส่งผลให้เกิดความตึงตัวในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ข่าวนี้สอดคล้องกับการรายงานข่าวของ CNBC และ Bloomberg ก่อนหน้านี้ ที่มีการจับตาความเคลื่อนไหวของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Nvidia อย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นผู้นำในตลาดชิป AI

นักวิเคราะห์มองว่า การที่ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับเทคโนโลยี AI ในขณะที่โลกยังเผชิญกับปัญหาการกีดกันทางการค้าและปัญหาการผลิตที่ล่าช้า อาจเป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจจุดชนวนให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรอบใหม่ หรือส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะตกต่ำได้ในปี 2568-2569 (2025-2026)

โดยสรุป รายงานข่าวจากสำนักข่าวชั้นนำทั่วโลกในช่วงเวลานี้ ตอกย้ำถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งในด้านการเติบโตที่ชะลอตัว ภาระหนี้สินที่สูงในประเทศกำลังพัฒนา และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของห่วงโซ่อุปทานที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ต้องเฝ้าระวังและเตรียมรับมืออย่างใกล้ชิด

แหล่งที่มา: Bloomberg, CNBC, Reuters, IMF, World Bank

อ้างอิง: