สรุปข่าวเด่นประจำวัน: Bloomberg, CNBC, Reuters รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและตลาดทุน
(กรุงเทพฯ) รายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวการเงินชั้นนำของโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ชี้ให้เห็นถึงความผันผวนและความท้าทายที่สำคัญในตลาดการเงินและเศรษฐกิจโลก โดยมีประเด็นหลักอยู่ที่การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จากกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานโลกที่เกิดจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
นักวิเคราะห์ทั่วโลกกำลังจับตาดูผลกระทบจากปัจจัยเหล่านี้ ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนและนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ โดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจีนและห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้ง
Bloomberg: เศรษฐกิจจีนเผชิญภาวะชะลอตัวอย่างรุนแรง
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เศรษฐกิจสาธารณรัฐประชาชนจีนกำลังเผชิญกับแรงกดดันครั้งใหญ่ ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขการเติบโตที่ต่ำกว่าเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจากกลุ่มคลังสมอง (Think Tank) บางแห่งประเมินว่า อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนในปี 2568 อาจอยู่ที่เพียง 2.5% ถึง 3% เท่านั้น ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าเป้าหมายอย่างเป็นทางการถึงครึ่งหนึ่ง
แรงขับเคลื่อนหลักของการชะลอตัวมาจากความอ่อนแอของอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ และการบริโภคที่ซบเซา นอกจากนี้ ปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นปัจจัยถ่วงที่สำคัญ ขณะที่อัตราการว่างงานในกลุ่มเยาวชนได้พุ่งสูงขึ้นจนน่ากังวล ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านความไม่สงบทางสังคม รายงานระบุว่า อัตราการเติบโตแบบไตรมาสต่อไตรมาสในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 1.1% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงโมเมนตัมทางเศรษฐกิจที่ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก นักวิเคราะห์ของ Bloomberg ชี้ว่า รัฐบาลจีนจำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่และตรงจุดมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะตกต่ำที่รุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งการชะลอตัวของจีนนี้ยังส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดส่งออกทั่วโลกอีกด้วย
CNBC: Alphabet ทะยานสู่กลุ่ม $3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ รับกระแส AI
ด้าน CNBC รายงานข่าวความสำเร็จครั้งสำคัญของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ Alphabet บริษัทแม่ของ Google ที่สามารถเข้าร่วมกลุ่มบริษัทที่มีมูลค่าตลาด (Market Cap) สูงถึง 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ได้สำเร็จในช่วงปลายปี 2568 นี้ ทำให้ Alphabet กลายเป็นหนึ่งในสี่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่ทำสถิติดังกล่าว ร่วมกับ Apple, Microsoft และ Nvidia
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้ได้รับแรงหนุนหลักจากกระแสการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) รายงานระบุว่า หุ้นของ Alphabet เป็นหุ้นที่มีผลการดำเนินงานดีที่สุดในกลุ่ม “Magnificent Seven” ในปี 2568 โดยมีราคาเพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งในสามเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันคือการลงทุนมหาศาลของบริษัทในโครงสร้างพื้นฐาน AI และศูนย์ข้อมูล (Data Centers) โดย Alphabet ได้ประกาศเพิ่มงบประมาณการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (CapEx) สำหรับปี 2568 ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในการแข่งขันด้าน AI นักวิเคราะห์ของ CNBC มองว่า การแข่งขันด้าน AI ไม่ได้เป็นเพียงแค่การพัฒนาซอฟต์แวร์เท่านั้น แต่ยังเป็นการแข่งขันด้านกำลังการผลิตชิปและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำเหล่านี้ยังคงมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้ในภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน
Reuters: ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์บีบห่วงโซ่อุปทานโลก
ขณะที่สำนักข่าว Reuters เน้นย้ำถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานและการค้าโลก รายงานระบุว่า ปี 2568 เป็นปีที่ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ เนื่องจากนโยบายการค้ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ปะทุขึ้นในหลายพื้นที่
หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการรายงานของ Reuters เกี่ยวกับการที่กระทรวงพาณิชย์ของจีนได้ออกมาตรการจำกัดใบอนุญาตการส่งออกแร่หายาก (Rare Earth) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและยุทโธปกรณ์ทางการทหาร มาตรการนี้ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศผู้นำเข้าโดยตรง ทำให้เกิดความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับการหยุดชะงักของอุปทานในตลาดโลก
รายงานจาก Thomson Reuters Global Trade Report ปี 2567 ชี้ว่า บริษัทต่าง ๆ ทั่วโลกต้องเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ รวมถึงปัญหาห่วงโซ่อุปทานและการขาดแคลนบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ภาคธุรกิจเร่งปรับใช้กลยุทธ์ห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่น (Resilient Supply Chain) เพื่อลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของนโยบายภาษีสงครามการค้า และความผันผวนทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น
โดยสรุป รายงานข่าวจากสามสำนักข่าวใหญ่ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจโลกในช่วงปลายปี 2568 นี้ ยังคงเต็มไปด้วยความแตกต่างอย่างสุดขั้ว โดยมีทั้งการเติบโตอย่างร้อนแรงในภาคเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI และความเสี่ยงจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในประเทศมหาอำนาจ รวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจจุดชนวนให้เกิดการหยุดชะงักของการค้าโลกได้ตลอดเวลา


















