สรุปข่าวเด่นรอบโลก: รายงานล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters

0
92






สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters


สรุปข่าวเด่นรอบโลก: รายงานล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters

สามสำนักข่าวการเงินชั้นนำของโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้เผยแพร่รายงานวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลกฉบับล่าสุด โดยมีเนื้อหาสำคัญครอบคลุมตั้งแต่ความไม่แน่นอนของนโยบายธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ไปจนถึงสัญญาณบวกของการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน และความผันผวนของตลาดหุ้นหลัก ซึ่งบ่งชี้ถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเผชิญกับภาวะ “เติบโตแบบมีข้อจำกัด” (Limped Growth) ในช่วงปลายปี

CNBC ชี้ “ตลาดสหรัฐฯ รอความชัดเจน” หลังรายงานจ้างงานผสมผสาน

รายงานจาก CNBC ได้เน้นย้ำถึงความสับสนในตลาดการเงินสหรัฐฯ ภายหลังการเปิดเผยรายงานการจ้างงานล่าสุดที่ให้สัญญาณผสมผสาน โดยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Non-Farm Payrolls) ยังคงแข็งแกร่งเกินคาดในบางมิติ แต่ตัวเลขการว่างงานกลับส่งสัญญาณเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการตัดสินใจครั้งถัดไปของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) (อ้างอิง: CNBC)

นักวิเคราะห์ของ CNBC ระบุว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงมีความเชื่อมั่นว่า Fed จะไม่เร่งรีบในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออัตราเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เล็กน้อย แต่ความคาดหวังนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา หากข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในเดือนธันวาคมแสดงการชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ ความผันผวนของตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ จึงยังคงอยู่ในระดับสูง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ได้เคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงการรอคอยความชัดเจนด้านนโยบายการเงิน.

Bloomberg เผย “การประเมินใหม่” มองจีนโตดีกว่าคาดการณ์เดิม

ด้าน Bloomberg ได้นำเสนอการประเมินเศรษฐกิจโลกฉบับปรับปรุง โดยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในเดือนนี้คือการมองภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในเชิงบวกมากขึ้นกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ นักเศรษฐศาสตร์ของ Bloomberg ชี้ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้นของรัฐบาลปักกิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน ได้เริ่มส่งผลให้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงของจีนในปี 2568 มีแนวโน้มสูงขึ้น. (อ้างอิง: Bloomberg)

รายงานดังกล่าวระบุว่า อุปสงค์ภายในประเทศของจีนเริ่มฟื้นตัวอย่างช้าๆ แม้ว่าการส่งออกจะยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว การคาดการณ์การเติบโตของ GDP ที่ปรับเพิ่มขึ้นนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มโลหะอุตสาหกรรมและพลังงาน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับประเทศในเอเชียที่พึ่งพาการส่งออกไปยังจีน. การมองโลกในแง่ดีต่อจีนนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยลดความกังวลจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจสหรัฐฯ.

Reuters จับตา “หุ้นรายตัว” Nvidia นำกลุ่มเทคโนโลยีผันผวน

ขณะที่ Reuters มุ่งเน้นไปที่ความเคลื่อนไหวของหุ้นรายตัวและตลาดทุน โดยรายงานว่า ดัชนีหลักในตลาด S&P 500 ได้ปิดตัวสูงขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ แต่มีแรงขายทำกำไรเกิดขึ้นกับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นของบริษัท Nvidia ซึ่งเป็นผู้นำตลาดชิป AI ที่เผชิญกับการลดลงของราคาหุ้น หลังจากการรายงานผลประกอบการที่แม้จะดี แต่ก็ไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังที่สูงลิ่วของนักลงทุนได้. (อ้างอิง: Reuters)

นอกจากนี้ Reuters ยังรายงานถึงความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของหุ้น Jacobs Solutions (J) ซึ่งเป็นหุ้นที่ร่วงลงมากที่สุดในดัชนี S&P 500 ในช่วงหนึ่งวันทำการ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับโครงการภาครัฐในสหรัฐฯ ที่ถูกเลื่อนออกไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทในระยะสั้น. รายงานเน้นย้ำว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังคงมีความเสี่ยง การลงทุนในหุ้นรายตัวที่แข็งแกร่งและมีกระแสเงินสดมั่นคงเท่านั้น จึงจะสามารถต้านทานความผันผวนของตลาดได้ โดยนักลงทุนควรใช้ความระมัดระวังในการลงทุนในหุ้นที่มีมูลค่าสูงเกินจริง.

สรุป: รายงานจากทั้งสามสำนักข่าวชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ปลายปี 2568 ด้วยความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างภูมิภาค โดยความแข็งแกร่งที่เริ่มปรากฏในเอเชีย โดยเฉพาะจีน ถูกถ่วงด้วยความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินในสหรัฐฯ ทำให้การตัดสินใจลงทุนในไตรมาสสุดท้ายนี้ยังคงต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วน.